ความรู้เกี่ยวกับการตะไบฮัมพ์จมูก เสริมจุดเด่น ลบจุดด้อยได้อย่างไม่น่าเชื่อ!

ความรู้เกี่ยวกับการตะไบฮัมพ์จมูก เสริมจุดเด่น ลบจุดด้อยได้อย่างไม่น่าเชื่อ!

ส่งต่อ
เนื้อหาโดย โดดเด่นดอทคอม ห้ามคัดลอกไปเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต

เนื้อหาโดย Dodeden.com

จมูก อวัยวะที่เราเข้าใจว่ามีไว้หายใจแต่เพียงอย่างเดียว ซึ่งก็ถือเป็นเรื่องจริง ไม่ใช่ความรู้แปลกใหม่อะไร หากแต่จมูกยังเป็นตําแหน่งที่ช่วยสร้างความสวยงาม และองค์ประกอบที่สมบูรณ์แบบแก่ใบหน้าได้อย่างไม่น่าเชื่อ

การศัลยกรรมจมูก เป็นการศัลยกรรมที่ถูกริเริ่มมาตั้งแต่ก่อน 1,000 ปีที่แล้ว จากประเทศอินเดีย ในประวัติได้มีการกล่าวถึงกษัตริย์องค์หนึ่ง ที่ได้ให้หมอผู้ทําการรักษา เข้ามาทําจมูกด้วยทองคําเข้าสวมแทนพระนาสิก (จมูก) ที่โหว่ของพระองค์ เป็นวิธีรักษาอาการจมูกแหว่งนั่นเอง ต่อมาการศัลยกรรมความงาม ก็ถูกนํามาใช้ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 โดยเป็นการผ่าตัดรักษาทหารที่ได้รับการบาดเจ็บจากสงคราม ด้วยฝีมือแพทย์ชาวนิวซีแลนด์ เป็นผู้วางรากฐานการศัลยกรรมตกแต่ง รวมถึงหลักวิชาการศัลยกรรมตกแต่งที่เขาใช้ ซึ่งเป็นประโยชน์มาจนถึงปัจจุบัน

ทำไมต้องตะไบสันจมูก?
การตะไบจมูก หรือการลดฮัมพ์ (Hump) เป็นวิธีช่วยลดความโก่งของจมูกที่โด่ง แต่กลับดูไม่สวยงาม ซึ่งถือเป็นปัญหาเล็กๆ น้อยๆ ส่วนใหญ่จะเป็นปัญหาเมื่อมองใบหน้าด้านหน้าแล้วจมูกดูไม่โด่ง แต่เมื่อมองใบหน้าด้านข้างแล้ว จมูกก็ดูโด่งเป็นปกติ แต่กลับดูไม่มีความสวยงามเท่าที่ควร ดังนั้น การตะไบจมูก หรือการลดฮัมพ์ จึงเป็นเทคนิคที่เข้ามาช่วยแก้ปัญหาของคนที่มีรูปทรงของจมูกที่ยังไม่สวยงามพอ อีกทั้งการศัลยกรรมเสริมจมูกในปัจจุบัน ที่มีจุดประสงค์เพื่อเพิ่มความโด่งสูงให้จมูก ก็ยังต้องใช้เทคนิคการตะไบจมูกเข้ามาช่วยเสริมด้วย แม้จะเป็นขั้นตอนที่เล็กน้อย แต่การปรับแต่งกระดูกจมูกของคนไข้ก่อนวางซิลิโคน ยังเป็นสิ่งที่แพทย์ที่มีความชํานาญโดยแท้จริงควรทํา เนื่องจากการตะไบจมูก หรือการลดฮัมพ์ เป็นการทํากระดูกสันจมูกให้มีความเรียบ และระดับความสูงที่พอดีระหว่างกระดูกแข็งและกระดูกอ่อน อีกทั้งยังทำให้แพทย์สามารถวางแผนการผ่าตัดได้ง่ายขึ้น เพราะเมื่อตะไบสันจมูกแล้ว แพทย์จะเห็นรูปทรงกระดูกจมูกของคนไข้อย่างชัดเจน และเลือกรูปทรงรูปทรงซิลิโคนที่เหมาะสมแก่คนไข้ได้ง่ายขึ้น

 

ฮัมพ์ (Hump)
คือ ปุ่มกระดูกที่นูนขึ้น ลักษณะคล้ายหลังอูฐ เกิดขึ้นตรงบริเวณแนวกระดูก และสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่จะมีมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับกรรมพันธุ์เป็นสําคัญ ลักษณะจมูกฮัมพ์เกิดจากโครงสร้างบริเวณกระดุกเเข็ง (Upper Third) ยกตัวสูงขึ้น ส่งผลให้โครงสร้างบริเวณจมูกอ่อนที่เชื่อมต่อกันอยู่ ถูกยกตัวสูงขึ้นตามไปด้วย วิธีสังเกตและทดสอบว่าจมูกเราเป็นทรงฮัมพ์หรือไม่นั้น ให้เราหันหน้าด้านข้าง โดยให้สังเกตตรงบริเวณสันจมูก หากพบว่าสันจมูกเป็นเส้นยาวตรง ไม่มีคลื่นนูน ก็แสดงว่าจมูกของเราไม่มีปัญหาจมูกมีฮัมพ์ แต่หากพบว่าสันจมูกมีปุ่มนูนขึ้นมาเล็กน้อย นั่นก็คืออาการของทรงจมูกที่มีฮัมพ์นั่นเอง

ขั้นตอนการผ่าตัด
แพทย์จะต้องทำการออกแบบลักษณะของจมูกใหม่ในเบื้องต้นก่อนว่า เมื่อตะไบสันหรือลดฮัมพ์ออกแล้ว จะต้องเสริมขนาดซิลิโคนเพิ่มขึ้นอีกเท่าไร จึงจะได้รูปทรงจมูกใหม่ที่สวยงามพอดี อีกทั้งยังต้องทําการประเมินลักษณะรูปทรงของจมูกให้เหมาะสมกับบุคลิกของคนไข้อีกด้วย อย่างไรก็ตาม ความเหมาะสมดังกล่าว ก็ยังต้องขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของคนไข้เป็นสําคัญ โดยยังต้องมีข้อจํากัดอยู่ที่ความปลอดภัยในอนาคตต่อตัวคนไข้ร่วมด้วย นอกจากนี้ คนไข้ควรมีการเตรียมตัวก่อนผ่าตัด โดยการงดแอสไพริน วิตามิน และงดสูบบุหรี่ล่วงหน้า 2 อาทิตย์ แจ้งประวัติการผ่าตัดแก่แพทย์ ในกรณีที่เคยได้รับการผ่าตัด หรือศัลยกรรมบริเวณจมูกมาก่อนหน้านี้ รวมถึงโรคประจําตัวให้แพทย์ทราบ ในส่วนของขั้นตอนการผ่าตัด แพทย์จะทําการวางยาชา และผ่าตัดโดยใช้วิธีสอดมีดทําแนวเส้นผ่าตัดในโพรงจมูก จากนั้นจะใช้สิ่วทิ่มไปยังบริเวณฮัมพ์ และใช้ค้อนค่อยๆ ตอกลงตามตําแหน่งที่เกิดเป็นกระดูกนูนขึ้นมา เมื่อทําจนได้ทรงกระดูกตามที่วางแผนไว้แล้ว แพทย์จะใช้ตะไบในการขัดกระดูกซ้ำ เพื่อให้มีความเรียบเนียนเสมอกัน และยังเป็นการเกลารูปทรงกระดูกให้มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ในกรณีของคนไข้ที่มีความนูนของกระดูก หรือฮัมพ์ที่ค่อนข้างใหญ่ผิดปกติ ซึ่งเป็นสาเหตุของปัยหาฐานจมูกกว้าง จนทําให้จมูกดูโตนั้น แพทย์จะใช้วิธีเล็มผนังจมูกด้านในออกเล็กน้อยแล้วเย็บปิดแผล เป็นการดึงจมูกให้แคบลง และยังช่วยเพิ่มความโด่งส่วนปลายจมูกได้อีกด้วย เมื่อทําการผ่าตัดเสร็จเรียบร้อย แพทย์จะ ทําการเย็บปิดแผลด้วยไหม พร้อมคลุมสันจมูกด้วยพลาสเตอร์หลายชั้น หรือใส่เฝือกอ่อนเพื่อช่วยพยุงรูปทรงของจมูกในระหว่างพักฟื้น

ทำเยอะขนาดนี้ จะนานมั้ยนะ?
โดยปกติเเล้ว ระยะเวลาการผ่าตัดทั้งสิ้นจะอยู่ที่ประมาณ 45 นาที ขึ้นอยู่กับปัญหาของคนไข้แต่ละราย แต่ส่วนใหญ่แล้ว การตะไบสันจมูกของคนไทยนั้น มักนิยมทําควบคู่กับการเสริมซิลิโคนไปด้วยเสมอ ดังนั้น เมื่อเสร็จจากการตะไบจมูกแล้ว แพทย์ก็มักจะทําการเสริมซิลิโคนใหม่เข้าไปในทันที จึงจะทําการปิดแผลด้วยไหม

ผลลัพธ์ที่ได้
หลังผ่าตัดแล้ว คนไข้ควรมีการดูแลตัวเองอย่างเคร่งครัด โดยจะเป็นการดูแลแบบเดียวกันกับการผ่าตัดเสริมจมูกปกติ ด้วยการประคบเย็นอย่างต่อเนื่องอย่างน้อย 48 ชั่วโมง ระวังไม่ให้แผลโดนน้ำ ทานยาตามแพทย์สั่ง งดสูบบุหรี่ และแอลกอฮอล์ ระวังห้ามให้แผลโดนน้ำ นอนยกหัวหนุนสูง หลังจากนั้นจึงลดอาการบวมด้วยการประคบอุ่น แต่ยังต้องระมัดระวังไม่ให้แผลมีความชื้นจากน้ำ เช่นกันในส่วนของผลข้างเคียงที่เกิดขึ้น จะมีแต่อาการบวม เลือดออกจมูก รวมถึงการติดเชื้อ ซึ่งเป็นผลข้างเคียงที่สามารถลดลงได้ด้วยการเลือกศัลยแพทย์ที่มีความชํานาญสูง เพราะหากแพทย์ขาดความชํานาญ หรือไม่มีประสบการณ์มากพอ อาจทําให้รูปจมูกที่เปลี่ยนไปดูแย่ลงกว่าเดิม เนื่องจากการตะไบจมูกจัดเป็นการศัลยกรรมที่ค่อนข้างละเอียดอ่อนอย่างหนึ่ง
ดังนั้น หากแพทย์ตะไบฮัมพ์หรือกระดูกสันจมูกมากจนเกินไป อาจทําให้กระทบต่อกระดูกบริเวณใกล้เคียง ส่งผลให้กระดูกจมูกยุบและสั้น ดั้งหลบลึกเข้าไปกว่าเดิม จึงควรทําการศึกษาข้อมูลแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญมาในระดับหนึ่ง โดยดูจากประวัติผลงานของแพทย์ที่ผ่านมา รวมถึงเข้ารับคําปรึกษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยตรง

นอกจากการตะไบจมูก หรือลดฮัมพ์ จะเป็นการปรับปรุงแก้ไขรูปทรงจมูกให้มีความสวยงามอย่างสมบูรณ์แล้ว ยังเป็นการช่วยลดความแข็งของใบหน้า ให้ดูมีความอ่อนหวานมากขึ้นได้อีกด้วย เนื่องจากจมูกเป็นอวัยวะจุดกลางของใบหน้า จึงสามารถช่วยเสริมความโดดเด่นได้เป็นอย่างดี อีกทั้ง ใบหน้าของผู้หญิงเองนั้น ควรมีความอ่อนหวาน มากกว่าดุดันแบบผู้ชาย ส่วนหนึ่งที่ช่วยปรับให้ใบหน้าดูอ่อนหวานขึ้นได้ก็คือ จมูก นั่นเอง ทั้งนี้ แพทย์จะพิจารณา หรือวิเคราะห์ใบหน้าโดยพื้นฐานของคนไข้ เพื่อใช้ประเมินรูปทรงจมูกที่เหมาะสม ให้รับกับหน้าได้อย่างลงตัวที่สุดค่ะ

 

Tag ที่เกี่ยวข้อง :
ต้องการเผยแพร่ข่าวนี้ :
ความรู้เกี่ยวกับการตะไบฮัมพ์จมูก เสริมจุดเด่น ลบจุดด้อยได้อย่างไม่น่าเชื่อ! [ อ่านต่อได้ที่ » http://dodeden.com/%e0%b8%95%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%9a%e0%b8%ae%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%9e%e0%b9%8c%e0%b8%88%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b8%81/ ]

แชร์ให้เพื่อน

แสดงความคิดเห็น


** ข้อความแสดงความคิดเห็นโพสต์โดยสาธารณชนด้วยระบบอัตโนมัติ ทางทีมงานไม่มีส่วนรู้เห็นใดๆ กรุณาใช้วิจารณญานในการอ่าน**