โดดเด่นดอทคอม รีวิวศัลยกรรม รีวิวศัลยกรรมจมูก ทำจมูกที่ไหนดี ตาสองชั้น เสริมคาง ปากบาง เสริมหน้าอก ดูดไขมัน ร้อยไหม ศัลยกรรมเกาหลี

เมนูหลัก

แพทย์เตือนคนเป็น สิวอักเสบ บริเวณที่จะทำศัลยกรรม เสี่ยงอักเสบติดเชื้อ

7 ธันวาคม 2017 โดย : freshnight อ่านแล้ว 579 ครั้ง

น่าสนใจ

แพทย์เตือนคนเป็น สิวอักเสบ บริเวณที่จะทำศัลยกรรม เสี่ยงอักเสบติดเชื้อ

รู้หรือไม่? สิวส่งผลต่อขั้นตอนก่อนและหลังทำศัลยกรรม กล่าวคือ ก่อนทำศัลยกรรม หากเรามี สิวอักเสบ ในบริเวณใกล้เคียงกับจุดที่ต้องผ่าตัด คุณหมออาจต้องพิจารณาก่อนว่าจะทำได้หรือไม่ เนื่องจากสิวบางชนิดอาจทำให้เกิดอาการอักเสบ หรือติดเชื้อจนถึงขั้นต้องถอดซิลิโคนออก ส่วนหลังทำศัลยกรรมก็มักจะพบปัญหาสิว เนื่องจากล้างหน้าไม่สะดวก ทั้งยังต้องระวังไม่ให้น้ำโดนแผล ทำให้เกิดสิ่งสกปรกตกค้างอยู่ในผิวหนัง ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดสิว

พญ.ณัฏฐ์อาภา กุลกนกวรรณ (หมอนัท) แพทย์เวชศาสตร์ชะลอวัยและฟื้นฟูสุขภาพโรงพยาบาลตำรวจ เผยว่า ก่อนการทำศัลยกรรมหากมีสิวอักเสบ (ซึ่งเป็นสิวที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย) แพทย์จะไม่สามารถทำ ศัลยกรรมบริเวณนั้นๆได้ เนื่องจากอาจให้เกิดการติดเชื้อที่รุนแรงในบริเวณที่ผ่าตัดได้ เช่น การผ่าตัดเสริมจมูก ในขณะมีสิวอักเสบบริเวณจมูก ส่งผลให้เกิดการติดเชื้อที่แผลผ่าตัดและซิลิโคน หากรุนแรงอาจถึงขั้นต้อง นอนโรงพยาบาลเพื่อฉีดยาปฏิชีวนะ และถอดซิลิโคนออกได้ค่ะ

ดังนั้น ก่อนทำศัลยกรรม เราควรรักษาสิวให้พ้นจากระยะอักเสบเสียก่อน และหลังผ่าตัดก็ควรระวังไม่ให้เกิดสิวอักเสบ ซึ่งวิธีเบื้องต้นในการดูแลผิวหน้าคือการปรับกิจวัตรของเราให้ถูกสุขลักษณะ ดังนี้

  • ล้างหน้าให้สะอาด แต่ไม่ล้างบ่อย เพราะจะทำลายฟิล์มเคลือบผิวและความชุ่มชื้น
  • งดแต่งหน้า เพื่อลดโอกาสในการเกิดสิว
  • ไม่ควรแกะสิว หรือสัมผัสใบหน้าบ่อยๆ เพราะมือเป็นแหล่งรวมเชื้อโรคและแบคทีเรียชั้นดี
  • ผ่อนคลายความตึงเครียด เพราะความเครียดทำให้ฮอร์โมนแปรปรวน ก่อให้สิวง่ายขึ้น
  • นอนหลับให้เพียงพอ เพื่อส่งเสริมให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนตามปกติ
  • ทานอาหารอย่างเหมาะสม เน้นผักและผลไม้ เพื่อช่วยให้ขับถ่ายเป็นปกติ

อย่างไรก็ตาม ถ้าวิธีตั้งรับด้านบนไม่ได้ผลและยังมีสิวอักเสบโผล่มากวนใจอีก คราวนี้ก็ต้องใช้วิธีรุก! เพื่อกำจัดสิวออกไปให้ได้ ลองมาดูกันค่ะว่ามีวิธีอะไรบ้าง…

  • ใช้ยาแต้มสิว : วิธีนี้ได้รับความนิยมมากที่สุด เนื่องจากสะดวก และหาซื้อง่าย แต่รู้หรือไม่ว่าการทาครีมแต้มสิวเป็นเพียงการรักษาที่ ‘ปลายเหตุ’ ไม่ช่วยยับยั้ง ‘ต้นตอ’ ของการเกิดสิวดังนั้น พอแต้มยาให้สิวยุบไป ก็จะเกิดสิวใหม่ขึ้นมาอยู่ดี และไม่ควรใช้บ่อย โดยเฉพาะตัวที่มีส่วนผสมของยาปฎิชีวนะ เพราะอาจทำให้ดื้อยาได้ และตัวที่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์ ที่หากใช้ต่อเนื่องอาจทำให้ผิวมีอาการติดสเตียรอยด์ นำไปสู่ปัญหาผิวลุกลามและยากจะแก้ไข
  • ฉีดสิว : ข้อดีของการฉีดสิวคือทำให้สิวยุบเร็วทันใจ แต่ข้อเสียที่หลายคนอาจจะไม่ทราบคือยาที่นำมาฉีดส่วนใหญ่คือยาสเตียรอยด์ ที่เน้นรักษาที่ปลายเหตุ แต่ไม่ได้มีส่วนช่วยป้องกันการเกิดสิวใหม่แต่อย่างใด เพราะฉะนั้นจึงไม่ควรใช้บ่อย เนื่องจากจะทำให้เสี่ยงกับอาการผิวติดสิวสเตียรอยด์ ซึ่งจะรักษายากมากและสามารถเรื้อรังได้หลายปี
  • ดูแลรักษาสิวจากภายในร่างกาย

สำหรับวิธีสุดท้ายนั้น ต้องอธิบายเพิ่มเติมสักหน่อย เนื่องจากเป็นแนวทางที่ค่อนข้างให้ผลดีและเห็นได้ชัด ด้วยการรับประทานวิตามิน แร่ธาตุ หรืออาหารเสริม เพื่อให้ร่างกายทำงานอย่างสมดุล และแสดงออกผ่านทางใบหน้าที่เนียนใสไร้สิว

ปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเป็นที่นิยมอย่างมากต่อการดูแลผิวพรรณและปัญหาสิวจากภายใน ซึ่งในการเลือกซื้ออาหารเสริมนั้น สิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึงเป็นอย่างแรกคือ “ความปลอดภัย” ควรเลือกยี่ห้อที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน น่าเชื่อถือ และไม่อวดอ้างสรรพคุณเกินจริง ซึ่งในวันนี้เรามีมาให้เลือก 4 ตัวเลือกด้วยกัน แต่ละตัวก็จะมีสรรพคุณและเหมาะกับสิวแต่ละประเภทแตกต่างกันออกไป อ่านแล้วลองพิจารณาดูนะคะว่าตัวเองเหมาะกับทางเลือกไหน

1. Blackmore Zinc

เหมาะสำหรับ : ผู้ที่มีสิวอักเสบ
ส่วนประกอบหลัก : Zinc
กลไกการทำงาน : Zinc มีคุณสมบัติช่วยลดต่อต้านแบคทีเรียก่อสิว ช่วยยับยั้งการเกิดสิว ลดหน้ามัน ลดอาการอักเสบ และช่วยสมานแผล

ข้อดี: เมื่อทานในปริมาณที่เหมาะสมจะมีสรรพคุณช่วยยับยั้งแบคทีเรีย ลดสิวอักเสบ ลดหน้ามัน
ข้อเสีย: ในบางรายอาจมีสิวเพิ่มขึ้น Zinc จึงเหมาะสำหรับบางคนและควรปรึกษาแพทย์ อาจต้องใช้เวลาประมาณ 2 เดือนจึงจะเห็นผล และควรหยุดทานทุก 2-3 เดือน เพื่อไม่ให้ตับและไตทำงานหนักมากเกินไป

ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.blackmores.co.th/

 

2. Nutriva AC

เหมาะสำหรับ : ผู้ที่มีสิวอักเสบ สิวฮอร์โมน สิวอุดตัน สิวผด และสิวสเตียรอยด์
ส่วนประกอบหลัก : สาร SOD Extramel® จากผลไม้ สารสกัดจากข้าวญี่ปุ่น และ สารสกัดจากกีวี
กลไกการทำงาน : สาร SOD มีคุณสมบัติช่วยลดการอักเสบ ทำให้สิวยุบเร็ว ช่วยสมานแผล ลดการเกิดรอยแผลเป็น และฟื้นฟูผิวที่อ่อนแอให้กลับแข็งแรงขึ้น ขณะที่สารสกัดจากกีวีจะช่วยลดความมันส่วนเกินและช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่ก่อสิว และสารสกัดจากข้าวญี่ปุ่นจะช่วยเสริมเกราะป้องกันผิวตามธรรมชาติ

ข้อดี: เป็นสารสกัดจากธรรมชาติ จึงสามารถทานต่อเนื่องแบบ long term ได้อย่างปลอดภัย ไม่เป็นอันตรายต่อตับหรือไต เห็นผลค่อนข้างเร็วเมื่อเทียบกับอาหารเสริมชนิดอื่น ใช้ได้กับสิวหลายประเภท โดยเฉพาะสิวฮอร์โมนและปัญหาสิวสเตียรอยด์เรื้อรัง ไม่มีผลข้างเคียงทำให้ปากแห้ง ผิวแห้ง หรือตาแห้ง เหมือนการใช้ยาบางกลุ่ม ทานต่อเนื่องช่วยแก้ปัญหาผิวแพ้ง่ายให้แข็งแรงขึ้นได้
ข้อเสีย: ราคาสูงเมื่อเทียบกับยาเคมีรักษาสิวประเภทอื่น เนื่องจากส่วนประกอบต้องนำเข้าจากต่างประเทศ

ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.facebook.com/nutrivathailand หรือชมภารกิจพิชิตสิวใน 12 วันของ 3 สาวที่นี่

และวิธีดูแลสิวจากพี่ม้า-อรนภา ที่นี่

 

3. ยาคุมกำเนิด

เหมาะสำหรับ : ผู้ที่เป็นสิวอักเสบ สิวฮอร์โมน หน้ามันเยิ้ม
ส่วนประกอบหลัก : ฮอร์โมนเอสโตรเจน (ฮอร์โมนเพศหญิง)
กลไกการทำงาน : สิวฮอร์โมนเกิดจากการที่ฮอร์โมนแอนโดรเจน (ฮอร์โมนเพศชาย) มากเกินไป ฮอร์โมนดังกล่าวจะกระตุ้นให้ต่อมไขมันทำงานมากกว่าปกติ ทำให้เกิดการอุดตันที่ผิวหนัง การทานยาคุมกำเนิดจะช่วยปรับความสมดุลของระดับฮอร์โมน ทำให้อาการหน้ามันน้อยลง ลดแบคทีเรียบนผิว และช่วยให้สิวลดลง

ข้อดี : หน้ามันน้อยลง สิวอักเสบลดลง มีของแถมเป็นผิวพรรณที่เปล่งปลั่ง มีน้ำมีนวล หน้าอก-สะโพกขยาย เนื่องจากตัวยาทำให้ร่างกายกักเก็บน้ำได้มากขึ้น
ข้อเสีย : อาจมีอาการตัวบวม หากทานต่อเนื่องอาจเกิดฝ้าและกระ เสี่ยงเป็นมะเร็งเต้านมและมีบุตรยากในอนาคต ในบางรายพบว่ามีผลต่อสภาพอารมณ์ เช่น วิตกกังวล ซึมเศร้า

 

4. ยากลุ่มอนุพันธ์วิตามินเอ

เหมาะสำหรับ : ผู้ที่เป็นสิวรุนแรง สิวเห่อเต็มหน้า ดื้อยาปฏิชีวนะ
ส่วนประกอบหลัก : Isotretinoin
กลไกการทำงาน : Isotretinoin จะช่วยกดการทำงานของต่อมไขมัน ลดการอักเสบของสิว และลดแบคทีเรียก่อสิว

ข้อดี : ลดการผลิตไขมัน ลดหน้ามันได้ดีมาก ลดจำนวนแบคทีเรียซึ่งเป็นตัวการก่อสิว ลดสิวอุดตันและสิวอักเสบ
ข้อเสีย : ผู้ที่ทานจะมีอาการผิวแห้ง ปากแห้ง ตาแห้ง ผิวหนังบอบบางไวต่อแดด ไม่ควรทานต่อเนื่องเกิน 3 เดือนเพราะส่งผลเสียต่อตับและไต และสิ่งที่ควรระมัดระวังมากที่สุดคือ สตรีมีครรภ์ไม่ควรรับประทานยาประเภทนี้เด็ดขาด เพราะอาจทำให้ทารกพิการหรือเกิดภาวะแท้งได้

ใครสนใจอาหารเสริมหรือยารักษาสิวแบบไหน ลองศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม และปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเพื่อความปลอดภัยด้วยนะคะ

นอกจากสิวจะเป็นปัญหาและอุปสรรค์ก่อนจะทำศัลยกรรมแล้ว ยังเป็นปัญหากวนใจที่ทำให้เราเสียความมั่นใจได้เช่นกัน ดังนั้น อย่าปล่อยให้สิวบุกหน้า เพราะว่าเราป้องกันได้ และรีบเคลียร์สิวให้หมดไปทั้งก่อนและหลังศัลยกรรม เพื่อความมั่นใจที่มาพร้อมกับหน้าใหม่ไร้สิวกันนะคะ


ขอบคุณที่มาจาก www.blackmores.co.th ,www.nutrivathailand.com , www.facebook.com/nutrivathailand