“หมอบุญเรือง” ชี้มีเด็กไทยออทิสติกราว 3 แสนคน เร่งวิจัยหา“ยีนต้นเหตุ” เตือนอย่าเชื่อ “ใช้เขียดตบปาก” ไม่เกิดผลดีกับเด็ก

“หมอบุญเรือง” ชี้มีเด็กไทยออทิสติกราว 3 แสนคน เร่งวิจัยหา“ยีนต้นเหตุ” เตือนอย่าเชื่อ “ใช้เขียดตบปาก” ไม่เกิดผลดีกับเด็ก

ที่มา : dodeden      
ส่งต่อ

ผู้สื่อข่าวโดดเด่นดอทคอม รายงานว่า  วันนี้ (23 ก.ค.60) นาวาอากาศตรีนายแพทย์บุญเรือง  ไตรเรืองวรวัฒน์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับมาตรการดูแลรักษาเด็กที่ป่วยเป็นโรคออทิสติก (Autistic Disorder ) ว่า  โรคนี้เป็นโรคทางจิตเวชที่มีความผิดปกติด้านพัฒนาการทางสมองที่ล่าช้า 3 ด้าน 

คือด้านสังคม การพูดหรือด้านภาษาและพฤติกรรม   ประเด็นที่กรมสุขภาพจิตเร่งดำเนินการขณะนี้ มี 2 เรื่อง ประการแรกคือการเพิ่มการเข้าถึงบริการรักษาของเด็กที่ป่วยเป็นโรคนี้ให้เร็วที่สุด

เมื่อเด็กได้รับการดูแลรักษาถูกต้อง ก็จะเติบโตสามารถทำงานมีอาชีพได้  ในภาพรวมทั้งประเทศไทยพบอัตราป่วยโรคออทิสติกได้ 6 คนในประชากรทุกๆ 1,000 คน คาดว่าทั่วประเทศจะมีเด็กป่วยเป็นโรคนี้ประมาณ 300,000 คน ในจำนวนนี้ยังเข้าถึงบริการน้อยมาก ประมาณร้อยละ 10  หรือปีละเพียง 30,000 กว่าคนเท่านั้น ( ทั้งนี้ จากฐานประชากรเด็กอายุ 2-5 ปี มีจำนวน 3 ล้านคนเศษ จึงคาดการณ์ว่าตัวเลขเด็กออทิสติกน่าจะอยู่ที่ 18 , 220 คนเท่านั้น )  

“สาเหตุที่เด็กป่วยโรคออทิสติกเข้าถึงบริการยังไม่มากเท่าที่ควร  เนื่องจากเด็กที่เป็นโรคนี้อาจไม่มีลักษณะผิดปกติให้เห็นเมื่อแรกเกิด และเจริญเติบโตเหมือนเด็กทั่วไป  เพียงแต่มีปัญหาทางพัฒนาการที่มีความล่าช้าไม่เป็นไปตามวัยเหมือนเด็กปกติทั่วไป

ซึ่งจะเริ่มเห็นความผิดปกติตั้งแต่อายุ 1-2 ขวบ ลักษณะที่สำคัญคือไม่สบตา ไม่พาที และไม่ชี้นิ้ว  แต่ที่ผ่านมาพ่อแม่ผู้ปกครองมักจะให้ความสนใจที่การเจริญเติบโตทางร่างกายเป็นหลัก ไม่ได้เอะใจเรื่องพัฒนาการของเด็ก และเข้าใจผิดว่าพัฒนาการเด็กจะเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ

หากเด็กคนไหนพูดช้าจะเชื่อและเรียกว่าเด็กปากหนักเอง  และไม่พาไปหาแพทย์หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุข มักแก้เคล็ดโดยใช้เขียดมาตบปาก เพื่อให้เด็กพูดเร็วขึ้น ซึ่งไม่เกิดผลดีอะไรกับเด็ก  และทำให้เด็กขาดโอกาสได้รับความช่วยเหลือ มีพัฒนาการล่าช้า ซึ่งจะส่งผลถึงไอคิวและการเรียนของเด็กเมื่อโตขึ้น   ซึ่งเด็กออทิสติกบางคนมีไอคิวสูงมาก ”  อธิบดีกรมสุขภาพจิตกล่าว

ประเด็นที่ 2 คือการศึกษาวิจัยมุ่งแก้ไขป้องกันที่ต้นเหตุ  ซึ่งโรคนี้ยังไม่รู้สาเหตุที่ชัดเจน  แต่พบว่าพันธุกรรมเป็นปัจจัยที่มีส่วนทำให้เกิดโรคนี้ได้  ซึ่งสามารถพบอาการของออทิสติกในกลุ่มโรคพันธุกรรม

เช่น กลุ่มอาการโครโมโซมเอ๊กเปราะ( Fragile X syndrome )  หรือ โรคพราเดอร์วิลลี ซินโดรม ( Prader-Willi Syndromes )  แต่พันธุกรรมของการเกิดโรคนี้ไม่ตรงไปตรงมา  จำเป็นต้องมีการศึกษาเกี่ยวกับสารพันธุกรรมและยีนต้องสงสัยที่คาดว่ามีความเกี่ยวข้องกับการเกิดโรคกลุ่มอาการออทิสติก

หากรู้ความผิดปกติก็จะสามารถหาวิธีรักษาและช่วยให้การดูแลผู้ป่วยมีประสิทธิภาพมากขึ้น   ได้ให้ โรงพยาบาลยุวประสาทไวทโยปถัมภ์ จ.สมุทรปราการ ซึ่งมีความเชี่ยวชาญเฉพาะโรคกลุ่มอาการออทิสติกและมีชื่อเสียงระดับโลก ศึกษาวิจัยหายีนที่สัมพันธ์กับการเกิดโรคออทิสติกในเด็กไทย

โดยใช้เทคนิคการตรวจที่ทันสมัยล่าสุดในโลกเรียกว่า โฮล เอ๊กโซม ซีเควนซิ่ง ( Whole Exome Sequencing) สามารถศึกษายีนได้มากกว่า 20,000 ยีน ซึ่งประเทศไทยยังไม่เคยมีการศึกษาโดยใช้เทคนิคนี้มาก่อน

ขณะเดียวกันได้ให้ศึกษาวิจัยด้านการใช้ยารักษาควบคู่ไปด้วย โดยเน้นการตรวจหาพันธุกรรมที่เกี่ยวข้องกับยา  เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพการดูแลเด็กที่ป่วยให้ดียิ่งขึ้นไป  เรียกว่าพัฒนาไปสู่การจัดสูตรการรักษาเด็กแต่ละคน   ซึ่งโดยทั่วไปการรักษาเด็กป่วยออทิสติกจะเน้นการฝึกกระตุ้นพัฒนาการที่บกพร่องไปเพื่อให้อยู่ใกล้เคียงปกติที่สุดควบคู่กับการใช้ยารักษาเพื่อลดปัญหาพฤติกรรมอารมณ์ช่วยให้เด็กอยู่นิ่ง และฝึกได้ง่ายขึ้น   

อย่างไรก็ตามในผู้ป่วยกลุ่มนี้มักจะมีปัญหาเรื่องการเผาผลาญยาที่ช้ากว่าคนทั่วไปและเกิดผลข้างเคียงได้ง่ายกว่า  จะต้องได้รับการปรับยาให้เหมาะสม   การศึกษาวิจัยทางด้านเภสัชพันธุศาสตร์ในเด็กออทิสติกครั้งนี้ ดำเนินการร่วมกับโรงพยาบาลรามาธิบดี คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

ซึ่งจะทำการศึกษาความหลากหลายทางพันธุกรรมของยีนซึ่งมีความสัมพันธ์กับการออกฤทธิ์ของยารักษาโรค  การตรวจหาระดับยาในกระแสเลือด  การติดตามประสิทธิผลการรักษาและอาการไม่พึงประสงค์จากยาต่างๆ  คาดว่าจะทราบผลการศึกษาวิจัยทั้ง 2 เรื่องในปลายปีนี้

และจะนำไปใช้เป็นแนวทางในการให้ยาเด็กออทิสติกในประเทศไทยต่อไป  รวมทั้งจะนำเสนอในที่ประชุมวิชาการเพื่อเผยแพร่ความรู้วิทยาการก้าวหน้าสู่บุคลากรการแพทย์ ในช่วงปลายปีนี้ด้วย

ทั้งนี้ผลการศึกษาทั่วโลก พบว่าจำนวนเด็กออทิสติกทั่วโลกเพิ่มมากขึ้น เป็น 6 ใน 1,000 คน  และจากการศึกษาวิจัยของศูนย์ควบคุมป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกา ( Center of Disease Control and Prevention) ประเทศสหรัฐอเมริกา  พบว่าในเด็ก 88 คนจะมีเด็กออทิสติก 1 คน เด็กชายจะมีแนวโน้มเป็นออทิสติกมากกว่าเด็กหญิง 5 เท่าตัว     


สำหรับ Project S The Series ตอนใหม่ “Side by Side พี่น้องลูกขนไก่” ที่นำแสดงโดย 2 หนุ่มหล่อ ต่อ ธนภพ และ สกาย วงศ์รวี โดยทีมสร้าง ฮอร์โมน วัยว้าวุ่น จากค่าย GDH

โดยในเรื่องนี้ ต่อ ธนภพ ต้องรับบทเป็น ยิม เด็กออทิสติกที่มีความสามารถในการเล่นแบดมินตัน และได้รับการฝึกฝนร่วมกับ โด่ง (สกาย วงศ์รวี) ลูกพี่ลูกน้อง จนมีความฝันร่วมกันว่า “วันหนึ่งพวกเขาจะต้องเป็นนักกีฬาแบดมินตันประเภทคู่ที่เก่งที่สุดให้ได้” ซึ่งแค่ตัวอย่าง ก็เห็นว่าหนุ่มต่อทุ่มสุดตัวแบบไม่ห่วงลุค แสดงได้สมบทบาทไม่น้อย

“แม่ตั้ม” (เปิ้ล หัทยา วงษ์กระจ่าง) และ “แม่แตง” (สู่ขวัญ บูลกุล) 

พลังความรักของครอบครัวนักกีฬาที่แสนอบอุ่นหัวใจ ผ่านเรื่องราวของแม่ม่ายสองพี่น้อง “แม่ตั้ม” (เปิ้ล หัทยา วงษ์กระจ่าง) และ “แม่แตง” (สู่ขวัญ บูลกุล) ที่ต่างมีลูกของตัวเองและช่วยกันเลี้ยงดูเป็นพ่อแม่ให้กับเด็กทั้งสองคน “ยิม” (ต่อ ธนภพ ลีรัตนขจร) ลูกของแม่ตั้ม เกิดมาเป็นเด็กออทิสติก พัฒนาการช้าทั้งร่างกายและสมองราวกับเด็ก 6 ขวบ

ทำให้แม่แตงอดีตนักกีฬาแบดมินตันจับยิมเล่นแบดมินตันหน้าบ้านกับลูกชายตัวเองคือ “โด่ง” (สกาย วงศ์รวี นทีธร) เพื่อฝึกทักษะร่างกายและสมอง

ซึ่งทำให้ค้นพบสิ่งมหัศจรรย์ในตัวยิมที่เล่นแบดมินตันเก่งราวกับนักกีฬาทั่วไป รวมถึงโด่งก็มีความสุขกับการเล่นแบดมินตันอย่างมาก แม่แตงจึงจับเด็กทั้งสองเล่นแบดมินตันหน้าบ้านด้วยกันทุกๆวัน

นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา จนกลายเป็นจุดเริ่มต้นความฝันอันยิ่งใหญ่ของสองพี่น้องว่า “วันหนึ่งพวกเขาจะต้องเป็นนักกีฬาแบดมินตันประเภทคู่ที่เก่งที่สุดให้ได้”

ทั้งนี้ หลังจากละครออนแอร์ ทำให้ได้รับการชื่นชมจากบรรดาจิตแพทย์เด็ก และ วัยรุ่น จำนวนมาก ซึ่งในละครได้นำเสนอเด็กพิเศษออกมาในมุมที่เป็นจริง และ ละครเรื่องนี้อาจจะสามารถทำให้ปรับเปลี่ยนทัศนคติในแง่ลบ ของคนบางกลุ่มที่ยังมองเด็กพิเศษ เป็นภาระ และ ไม่สามารถรักษาได้

ซึ่งที่ผ่านมาผู้สื่อข่าวโดดเด่นได้ไปศึกษาดูงาน สถาบันพัฒนาการเด็กราชนครินทร์ เชียงใหม่  โดยมี นายแพทย์สมัย ศิริทองถาวร  , แพทย์หญิงดุษฏี จึงศิรกุลวิทย์ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาการเด็กราชนครินทร์ ได้ให้ความดูแล เด็กๆ ในสถาบันแห่งนี้จนทำให้โด่งดังไปทั่วเอเชีย 

ต้องขอบอกว่า Project S The Series ตอนใหม่ “Side by Side พี่น้องลูกขนไก่”  เป็นละครที่ดีที่สุดแห่งปี ของช่อง GMM 25 เลยทีเดียว !  

ข่าวที่เกี่ยวข้อง ไอเดียเจ๋ง ! “ต่อ ธนภพ” สวมบทบาท “ออทิสติก” สะท้อนมุมที่ดีของ “เด็กพิเศษ” ใน “Side by Side ฯ” [ อ่านต่อได้ที่ » http://dodeden.com/272384.html ]

ภาพประกอบจากละคร Side by Side พี่น้องลูกขนไก่ ของ GDH ซึ่งต่อ ธนภพ ได้แสดงถึงบทบาทมาก สมจริงมากที่สุด

ต้องการเผยแพร่ข่าวนี้ :
“หมอบุญเรือง” ชี้มีเด็กไทยออทิสติกราว 3 แสนคน เร่งวิจัยหา“ยีนต้นเหตุ” เตือนอย่าเชื่อ “ใช้เขียดตบปาก” ไม่เกิดผลดีกับเด็ก [ อ่านต่อได้ที่ » http://dodeden.com/%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%b8%e0%b8%8d%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b9%89%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b9%87%e0%b8%81%e0%b9%84/ ]

แชร์ให้เพื่อน

แสดงความคิดเห็น


** ข้อความแสดงความคิดเห็นโพสต์โดยสาธารณชนด้วยระบบอัตโนมัติ ทางทีมงานไม่มีส่วนรู้เห็นใดๆ กรุณาใช้วิจารณญานในการอ่าน**