ดูแลสุขภาพตัวเองด้วยการ “ดีท็อกซ์ลำไส้” กันดีกว่า เพื่อขจัดพิษร้ายออกจากร่างกาย ก่อนที่มันจะสายเกินไป!

ดูแลสุขภาพตัวเองด้วยการ “ดีท็อกซ์ลำไส้” กันดีกว่า เพื่อขจัดพิษร้ายออกจากร่างกาย ก่อนที่มันจะสายเกินไป!

ส่งต่อ
เนื้อหาโดย โดดเด่นดอทคอม ห้ามคัดลอกไปเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต

เนื้อหาโดย Dodeden.com

panacee

ด้วยวิถีชีวิตของคนยุคปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความรีบเร่ง ทําให้ขาดความใส่ใจในการเลือกบริโภคอาหารที่ดีมีประโยชน์ ส่วนใหญ่จะเน้นความสะดวกสบาย รวดเร็ว กินง่าย ไม่เลอะมือ บางครั้งมักเป็นอาหารที่ปะปนไปด้วยสารพิษและไม่ถูกหลักโภชนาการ แม้ว่าโดยธรรมชาติร่างกายคนเราจะมีกลไกในการกําจัดของเสียอยู่แล้ว แต่เมื่อสิ่งที่รับเข้ามาเต็มไปด้วยสารพิษ ยิ่งนานวัน ยิ่งสะสม ยิ่งพอกพูน โดยเฉพาะผู้ที่ขับถ่ายยากอยู่แล้ว ก็ยิ่งมีโอกาสที่ร่างกายจะมีของเสียตกค้างในลําไส้ ทําให้รู้สึกไม่สบายท้อง อึดอัดแน่นเฟ้อ จนขาดความสุขในการใช้ชีวิต

เมื่อไหร่ก็ตามที่ร่างกายมีสารพิษสะสมเป็นจํานวนมาก โดยเฉพาะของเสียที่ตกค้างอยู่ในตับ และลําไส้ ก็จะนําไปสู่การอักเสบและการรั่วซึมของผนังเซลล์ ทําให้สารพิษเข้าสู่กระแสเลือด จนเกิดอาการผิดปกติและร่างกายเสียความสมดุล ในทางการแพทย์เวชศาสตร์ชะลอวัยแบบองค์รวม เรียกอาการเหล่านี้ว่า “ภาวะร่างกายสะสมพิษ” แม้เราจะกินวิตามิน-อาหารเสริมที่มีประสิทธิภาพ หรือมีประโยชน์มากแค่ไหน ก็ไม่สามารถช่วยได้มากนัก เพราะสารพิษที่สะสมทําให้ร่างกายไม่อาจดูดซึมวิตามินเหล่านั้นได้อย่างเต็มที่

สุขภาพดีหรือไม่ ให้สังเกตที่ลำไส้
ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า อวัยวะที่เราไม่เคยใส่ใจอย่างลําไส้นั้น จะสําคัญไม่แพ้อวัยวะอื่นๆ ในร่างกาย โดยลําไส้เล็กมีหน้าที่ดูดซึมสารอาหารและวิตามินเข้าสู่ร่างกายโดยตรง หากเกิดการอักเสบและมีสารพิษซึมผ่านผนังลําไส้เข้าสู่กระแสเลือด ก็จะทําให้เกิดโรคต่างๆ เช่น เป็นสิวเรื้อรัง ไมเกรน ข้ออักเสบรูมาตอยด์ ไทรอยด์อักเสบ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อ่อนเพลียง่าย ตลอดจนมีผลต่อระบบเผาผลาญในร่างกาย ในขณะที่ลําไส้ใหญ่มีหน้าที่กําจัดของเสียและสารพิษต่างๆ ที่ส่งต่อมาจากลําไส้เล็ก หากลําไส้ใหญ่ทํางานได้ดี สุขภาพก็ย่อมดีตามไปด้วย แต่หากวันไหนที่การขับถ่ายไม่เป็นปกติ หรือมีของตกค้างในลําไส้ส่วนลึก ก็จะเป็นสาเหตุให้เกิดอาการท้องผูก ริดสีดวงทวาร และมะเร็งในลําไส้ได้ คนเราจะสุขภาพดีหรือไม่ดี ดูได้จากลําไส้ โดยสังเกตว่าท้องอืดมั้ย ถ่ายสะดวกหรือเปล่า ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นตัวชี้วัดคุณภาพของระบบย่อยอาหารทั้งหมด ถ้าลําไส้ดี สุขภาพก็มักจะดีตามไปด้วย ซึ่งการสวนล้างลําไส้ถือเป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยขจัดสารพิษและลดการอักเสบของลําไส้ได้ ส่งผลให้การดูดซึมสารอาหารเป็นปกติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สําหรับผู้มีปัญหาท้องผูกหรือการย่อยอาหารที่ไม่
สมบูรณ์ การสวนล้างลําไส้ยังมีข้อดีคือ ช่วยบริหารกล้ามเนื้อลําไส้ให้บีบตัวได้ดียิ่งขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม การสวนล้างลําไส้ก็เหมือนกับการล้างท่อให้สะอาด อาจเกิดการสูญเสียแร่ธาตุและแบคทีเรียชนิดดีไปส่วนหนึ่ง เพราะฉะนั้นจึงควรทําภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น ไม่ควรทําเองที่บ้าน เพราะเสี่ยงเรื่องความปลอดภัยและความสะอาด

ดีท็อกซ์ลำไส้ จำเป็นมั้ยสำหรับคนที่ขับถ่ายปกติ
บางคนอาจคิดว่าการสวนลําไส้เป็นเรื่องไกลตัว เพราะโชคดีที่ระบบขับถ่ายเป็นปกติ แต่รู้หรือไม่ว่าลําไส้ใหญ่ของคนเรามีความยาว 5 ฟุต ส่วนลําไส้เล็กก็มีลักษณะคดงอไปมาภายในช่องท้อง และยาวถึง 25 ฟุต แม้ว่าคุณจะขับถ่ายเป็นประจําทุกวันก็อาจจะยังมีสิ่งตกค้างที่เกาะติดอยู่ตามผนังลําไส้ ซึ่งในผู้ที่ขับถ่ายเป็นปกติ ทางการแพทย์แนะนําให้สวนลําไส้เพียง 6 เดือนต่อครั้ง หรือปีละ 2 ครั้ง ในการทําดีท็อกซ์ แพทย์จะปล่อยสารละลายผสมน้ำอุ่นเข้าไปทางทวารหนัก ซึ่งสารละลายที่ใช้มีทั้งน้ำเกลือ น้ำสมุนไพร และน้ำกาแฟ การเลือกใช้จะขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ว่าควรใช้สารชนิดไหนให้เหมาะสมกับคนไข้ ผ่านท่อพลาสติกขนาดเล็ก ที่สอดเข้าทางทวารหนักด้วยความลึกประมาณ 2 นิ้ว โดยคนไข้จะมีการเบ่งเอาของเสียและน้ำออกจากลําไส้ ซึ่งปริมาณของน้ำที่ไหลเข้าในลําไส้แต่ละครั้งไม่ถึง 1 ลิตร ก็จะถูกขับออกมาพร้อมกับของเสีย ผ่านทางทวารหนักและผ่านออกข้างๆ หลอดสวนโดยไม่ต้องถอดหลอดสวนออก เฉลี่ยแล้วจะใช้เวลาประมาณ 50-60 นาที

ทำบ่อยๆ ผนังลำไส้จะบางมั้ย?
เมื่อได้ลองทําการสวนลําไส้ในครั้งแรก คุณจะรู้สึกถึงความเบาสบายในช่องท้องเหมือนได้ชําระล้างเอาสิ่งปฏิกูลและคราบตะกรันออกจากลําไส้ จนอาจชอบการทําดีท็อกซ์ในเวลาต่อมา ซึ่งการทําดีท็อกซ์สามารถทําได้บ่อยสุดคือทุกๆ 2 สัปดาห์ เพื่อป้องกันไม่ให้ชําระล้างเอาแบคทีเรียที่มีประโยชน์ในลําไส้ใหญ่ออกมากเกินไป นอกจากนี้ ยังถือเป็นวิธีธรรมชาติบําบัดที่ไม่ได้เป็นอันตรายต่อลําไส้ของคนเราแต่อย่างใด

เพราะการสวนล้างลําไส้เป็นการปล่อยสารละลายเข้าไปอย่างช้าๆ ตามแรงโน้มถ่วงของโลก ไม่ได้ใช้แรงดันอัดฉีด ส่วนสารละลายที่ใช้ก็ไม่ได้มีฤทธิ์กัดกร่อนใด ๆ จึงไม่ได้เป็นสาเหตุให้ผนังลําไส้บางลง นอกจากนี้ ยังไม่ต้องกังวลว่าจะทําให้เกิดปัญหาขับถ่ายเองไม่ได้ เนื่องจากการทําดีท็อกซ์เป็นเพียงการกระตุ้นลําไส้ โดยใช้สารละลายเกลือแร่ผสมกับน้ำอุ่นเท่านั้น ไม่ได้ใช้สารเคมีใด ๆ เช่น ยาระบาย เพราะฉะนั้น การทําดีท็อกซ์บ่อยๆ จึงไม่ทําให้เกิดปัญหาขับถ่ายเองไม่ได้ เหมือนการกินยาถ่ายเป็นประจําค่

ต้องการเผยแพร่ข่าวนี้ :
ดูแลสุขภาพตัวเองด้วยการ “ดีท็อกซ์ลำไส้” กันดีกว่า เพื่อขจัดพิษร้ายออกจากร่างกาย ก่อนที่มันจะสายเกินไป! [ อ่านต่อได้ที่ » http://dodeden.com/282932.html ]

แชร์ให้เพื่อน

แสดงความคิดเห็น


** ข้อความแสดงความคิดเห็นโพสต์โดยสาธารณชนด้วยระบบอัตโนมัติ ทางทีมงานไม่มีส่วนรู้เห็นใดๆ กรุณาใช้วิจารณญานในการอ่าน**