ย้อนชมเคส “น้องเฟิร์น” พริตตี้สาวตายคามีดหมอ จ. เปลี่ยนชื่อเปิดคลินิกใหม่ ย่านพระราม 9 ทำคนไข้ตายอีก

ย้อนชมเคส “น้องเฟิร์น” พริตตี้สาวตายคามีดหมอ จ. เปลี่ยนชื่อเปิดคลินิกใหม่ ย่านพระราม 9 ทำคนไข้ตายอีก

ที่มา : dodeden      
ส่งต่อ

กลับมาเป็นประเด็นร้อนอีกครั้ง หลังจากเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม นายวินัย ชุมสวัสดิ์ ทนายความ ผู้เสียหายทางการแพทย์จากการศัลยกรรม  ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนประจำกระทรวงสาธารณสุข กรณีญาติผู้เสียชีวิตเข้าร้องเรียนหลังพบว่า มีแพทย์ผู้หนึ่งได้เปิดคลินิกศัลยกรรมตกแต่งที่ จ.สมุทรปราการ และได้ผ่าตัดพริตตี้คนหนึ่งตาย เมื่อ 25 กันยายน 2557 

ช่วงนั้นก็ปิดคลินิกไปแล้ว เมื่อปี 2557 ล่าสุด ปี 2559  แพทย์ผู้นั้นได้เปลี่ยนชื่อ และนามสกุลเพื่อไปขอเปิดคลินิกแห่งใหม่ย่านพระราม 9 แต่ยังไม่ทันได้รับใบอนุญาตเปิดจากกองประกอบโรคศิลปะ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) แต่กลับไปผ่าตัดวีไลน์ หรือการผ่าตัดใบหน้าให้เรียว แก่คนไข้รายหนึ่ง จนเสียชีวิตอีกรายเมื่อ เดือนกันยายน 2559 

จากนั้นได้มีการร้องเรียนจากญาติผู้เสียชีวิตในกรณีที่ 2ประกอบกับทาง สน.ห้วยขวางได้ส่งสำนวนคดีเพื่อให้ทางแพทยสภาลงไปตรวจสอบ จึงพบว่า ทั้ง 2 กรณีเป็นแพทย์คนเดียวกันทำ ซึ่งในกรณีที่ 2 หลังจากได้รับข้อมูลจากทางญาติผู้เสียชีวิต ก็พยายามติดตามแพทย์ผู้นี้ แต่ก็ไม่ได้รับความร่วมมืออีก

นพ.ชลทิศ สินรัชตานันท์ นายกสมาคมศัลยกรรมตกแต่งใบหน้าแห่งประเทศไทย ​กล่าวถึงกรณี เว็บโดดเด่นดอทคอม นำเสนอข่าว น.ส.เมทยา มาวงค์ อายุ 30 ปี หรือน้องเฟิร์น พริตตี้สาวสวยที่ไปทำศัลยกรรมหน้าเรียวหรือ วีไลน์ ที่คลินิกแห่งหนึ่ง แต่เกิดอาการแพ้ยาสลบหรือ Malignant Hyperthermia จนเสียชีวิต ว่า เรื่องนี้ต้องแยกออกเป็น 3 ประเด็นคือ 1.การผ่าตัดศัลยกรรมใบหน้า ซึ่งเป็นเนื้อเยื่อที่บอบบางนั้น แพทย์จะแนะนำให้คนไข้ทำทีละรายการ

179118

เช่น จมูก ปาก คาง หรือกราม ซึ่งถือเป็นการผ่าตัดเล็ก แต่ถ้าทำหลายๆ อย่างพร้อมกันถือเป็นการผ่าตัดใหญ่ ไม่นิยมทำพร้อมกัน เพราะเสี่ยงเกิดอาการบวมจนปิดทางเดินหายใจ

อย่างไรก็ตาม การศัลยกรรมต้องอาศัยแพทย์ที่มีประสบการณ์สูง จะช่วยให้คนไข้ไม่บวมช้ำ แต่หากใช้เวลาในการผ่าตัดนานจะยิ่งทำให้เกิดอาการบวมช้ำ​ นอกจากนี้ หลังการผ่าตัดยังต้องมีระบบการดูแลให้ความช่วยเหลือ จึงควรทำในโรงพยาบาลเพื่อความปลอดภัย

นพ.ชลทิศ กล่าวว่า 2.การดมยาในการผ่าตัดใหญ่ ต้องดำเนินการโดยวิสัญญีแพทย์​ ซึ่งจะควบคุมปริมาณยา และดูแลคนไข้หากเกิดภาวะฉุกเฉิน โดยจะต้องมีอุปกรณ์ช่วยชีวิต อาทิ เครื่องมือสอดท่อช่วยหายใจ การให้ออกซิเจน การให้น้ำเกลือ ปรับความดัน เป็นต้น

โดยวิสัญญีแพทย์จะดูแลระหว่างผ่าตัดไปจนถึงหลังผ่าตัด ดูแลการเต้นของหัวใจ ความดัน จนกว่าคนไข้จะปลอดภัย ซึ่งการแพ้ยาสลบมีโอกาสเกิดขึ้นได้ แต่หากมีวิสัญญีแพทย์อยู่ร่วม โอกาสที่คนไข้จะเสียชีวิตเกิดขึ้นได้ต่ำมาก เพราะเทคโนโลยีทางการแพทย์สามารถช่วยกู้ชีพคนไข้ได้แม้จะแพ้ยา

และ 3.ประเด็นทางสังคม ถือว่าน่าห่วงมาก โดยธุรกิจความงาม การผ่าตัดศัลยกรรมของไทยเติบโตผิดปกติ มีแพทย์เข้ามาทำวิชานี้โดยบางครั้งไปชุบตัวเกาหลี 1-2 เดือน ก็กลับมาเป็นผู้เชี่ยวชาญ ทั้งที่ควรผ่านการฝึกอบรม ต้องได้วุฒิบัตรที่เกี่ยวข้องกับการผ่าตัด ซึ่งใช้เวลาเรียน 3 ปี จะทำให้เกิดความเชี่ยวชาญและแก้ปัญหาในการผ่าตัด สามารถช่วยชีวิตคนไข้ได้ เพราะแพทย์ก็เหมือนนักบิน หากมีชั่วโมงบินมากจะทำให้เกิดความปลอดภัยสูง

44

“ปัจจุบันการเรียนต่อวุฒิบัตร หรือ แพทย์เฉพาะทางมีอยู่ประมาณ 20-30 สาขา แพทย์ที่จะทำศัลยกรรมตกแต่งควรผ่านแพทย์เฉพาะทางสาขาใดสาขาหนึ่ง เช่น ออโธปิดิกส์ ช่องท้อง ทรวงอก หู ตา จมูก ทางเดินปัสสาวะ เป็นต้น เพราะจะถูกฝึกความเชี่ยวชาญในการผ่าตัด การช่วยชีวิต

แต่ปัจจุบันพบว่าแค่จบแพทยศาสตร์และไปอบรมสั้นๆ 1-2 เดือน ก็กลับมาผ่าตัด ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อคนไข้ อยากให้แพทยสภา และกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) จัดการในเรื่องนี้อย่างจริงจัง มิเช่นนั้นจะส่งผลเสียต่อประชาชน กระทบต่อเมดิคัล ฮับ ซึ่งการปล่อยให้เกิดลักษณะแบบนี้ที่​ใช้แต่การตลาด และโซเชียลมีเดียในการเรียกลูกค้า อัตราการเกิดโรคแทรกซ้อนโดยรวมของประเทศจะเพิ่มขึ้นจำนวนมาก” นพ.ชลทิศ กล่าว

33

ด้าน นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงศ์ ขณะนั้นดำรงตำแหน่ง “รองอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.)” ปัจจุบันเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข ซี 10 กล่าวว่า ขณะนี้ได้ข้อมูลเบื้องต้นแล้ว โดยนายแพทย์สาธารณสุขเชียงใหม่ได้พูดคุยกับญาติผู้เสียชีวิต เพื่อขอข้อมูลเบื้องต้นแล้ว แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ โดย สบส.จะได้ดำเนินการตรวจสอบอย่างละเอียดไม่ว่าจะเป็นการให้บริการ เครื่องมืออุปกรณ์ในการรักษาและช่วยชีวิต แพทย์ผู้ให้บริการ ว่าได้ดำเนินการตามมาตรฐานหรือไม่ ซึ่งการผ่าตัดไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาลรัฐหรือเอกชน ก็ต้องดำเนินการตามมาตรฐานเดียวกัน เพื่อให้เกิดความปลอดภัยแก่ผู้ป่วย

ในช่วงนั้น  โดดเด่นดอทคอม ได้ร่วมงานศพแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อการจากไปของน้องเฟิร์นกับนายทรง และนางปรานอม พ่อและแม่น้องเฟิร์นบุตรสาวที่อายุยังน้อยและไม่ควรที่จะจากไปในเวลาอันรวดเร็วขนาดนี้

ทั้งนี้ พ่อและแม่น้องเฟิร์น กล่าวกับ www.dodeden.com ว่า   ตนคาดไม่ถึงว่าบุตรสาวจะจากไป เพราะลูกก็เป็นเสาหลักของบ้าน แต่ก็ทำใจ และได้คิดแบบคนพื้นเมืองล้านนาว่าเขามาได้เพียงเท่านี้ มีบุญอยู่ในโลกเพียงเท่านี้ แต่ก็เสียใจมากที่สูญเสียลูกสาวไปอย่างไม่มีวันกลับ  

บรรยากาศที่บ้านของน้องเฟิร์นก่อนที่จะทำการฌาปนกิจใน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ เป็นไปด้วยความเศร้าโศกเสียใจ พ่อแม่ ญาติน้อง เพื่อนสนิทต่างร่ำไห้ จากนั้นก็ได้เคลื่อนศพไปทำการฌาปนกิจที่ป่าช้าบ้านสันต้นหมื้อ ถือเป็นการส่งน้องเฟิร์นกลับสู่สวรรค์ครั้งสุดท้าย

สำหรับเรื่องราวดังกล่าวนั้น น.ส.เมทยา มาวงค์ อายุ 30 ปี หรือเฟิร์น  ได้ไปทำศัลยกรรมหน้าเรียวหรือวีไลน์ ที่คลินิกแห่งหนึ่ง แต่เกิดอาการแพ้ยาสลบหรือ Malignant Hyperthermia จนเสียชีวิต โดยแฟนหนุ่มของเธอโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก ระบุว่า

“เมื่อวันที่ 25 กันยายนที่ผ่านมา เมื่อคืนมีอุบัติเหตุทางการผ่าตัด เนื่องด้วยระหว่างผ่าตัด หญิง หรือ เฟิร์นอันเป็นที่รักของครอบครัว ได้มีไข้ขึ้นสูง มีอาการความดันต่ำ จากภาวะ Malignant Hyperthermia เป็นภาวะที่ไม่พึงประสงค์ ทางแพทย์และพยาบาลได้พยายามยื้อชีวิตอย่างสุดความสามารถแล้ว แต่ไม่เป็นผล

เหมือนเป็นความฝัน.. เฟิร์นได้จากผมไปแล้ว จะมีการนำร่างไปบำเพ็ญกุศลที่บ้าน อ.แม่อาย จากไปโดยไม่มีการร่ำลาใดๆ การบอกลาแบบนี้ไม่ดีเอาซะเลย ผมฝันไว้ว่าจะสร้างอนาคตกับเฟิร์น แต่เค้าจากไปแล้วครับ เสียใจ อาลัยอาวรณ์จนไม่อยากพิมพ์ แต่เพื่อแจ้งข่าวให้เพื่อนๆ ทราบ ผมเลยใช้เฟซบุ๊กของเฟิร์นมาโพสต์ครับ รักและอาลัยมากๆ กำหนดการงานสวดอภิธรรมจะทำที่บ้านสันต้นหมื้อนะครับ”

ขณะที่มีผู้เข้ามาแสดงความเสียใจ พร้อมแสดงความเห็นเกี่ยวกับการศัลยกรรมหน้าเรียว หรือวีไลน์ว่าเป็นการผ่าตัดที่อันตราย ยิ่งต้องให้คนไข้อดอาหารหลายวัน ทำให้ร่างกายอ่อนแอ

ด้าน ทันตแพทย์อาคม ประดิษฐสุวรรณ ผู้อำนวยการสำนักสถานพยาบาล และการประกอบโรคศิลปะ ภายใต้สังกัด กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (กรม สบส.) กระทรวงสาธารณสุข  เปิดเผยกับผู้สื่อข่าว เว็บไซต์โดดเด่นดอทคอมว่า คนไข้ หรือผู้ที่ต้องการเสริมความงามและอยากป้องกันตนเองจากอันตรายที่เกิดจากการเสริมความงามและการศัลยกรรมที่แพร่หลายเป็นจำนวนมากในตอนนี้ ไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่คิด

หากคุณผู้อ่าน เว็บไซต์โดดเด่นดอทคอม www.dodeden.com ตัดสินใจเลือกคลินิกเสริมความงามแล้ว อย่างแรกเลยต้องพิจารณาจากสิ่งต่างๆ ต่อไปนี้   

1. มีการแสดงป้ายชื่อสถานพยาบาลและเลขที่ใบอนุญาตจำนวน 11 หลักติดไว้ด้านหน้าสถานพยาบาล 2. มีใบอนุญาตประกอบกิจการสถานพยาบาลและใบอนุญาตดำเนินการสถานพยาบาล 3. แสดงไว้ในที่เปิดเผยเห็นได้ชัดเจน แสดงหลักฐานการชำระค่าธรรมเนียมประจำปี

4.มีแผ่นป้ายสีน้ำเงินแสดงรูปถ่ายแพทย์ ท่านผู้อ่านต้องสังเกตให้ดีว่าคนที่ให้บริการท่านอยู่นั้นตรงกับรูปแพทย์ที่ติดไว้หน้าห้องตรวจหรือไม่

นอกจากนี้ ระหว่างที่ท่านนั่งรอตรวจ หรือ รอคิว ท่านต้องจำชื่อแพทย์ให้ได้ ตัวสะกดต้องถูกต้อง และใช้สมาร์ทโฟนนี่แหละ เข้าไปที่เว็บไซต์แพทยสภา www.tmc.or.th  ตรวจสอบว่าใช่แพทย์จริง หรือ แพทย์เถื่อน

สุดท้ายนี้ อยากฝากไปทางแฟนๆ ชาวเว็บไซต์โดดเด่นดอทคอมว่าอย่าหลงเชื่อคำโฆษณาเกินจริง อย่าหลงเชื่อแพทย์ที่ทำเกินขอบเขตความสามารถของตนเอง อย่างที่บอกไปแล้วว่าการเช็คข้อมูลจากแพทยสภาคือข้อมูลเบื้องต้นเท่านั้น หมายถึงการเช็คว่าคนๆ นั้นเป็นแพทย์ในระบบจริงๆ แต่การศัลยกรรมต้องมีข้อมูลมากกว่านั้น

หากท่านมีข้อสงสัยหรือพบสถานพยาบาลและหมอเถื่อนสามารถแจ้งเบาะแสได้ที่เว็บไซต์สารวัตรสถานพยาบาลออนไลน์ และสายด่วน สบส.02-193-7999 ตลอด 24 ชั่วโมง

หรือจะแจ้งผ่านสื่อมวลชนที่ไว้ใจได้ โดยสามารถแจ้งเบาะแส สอบถาม ปรึกษา รวมทั้งแจ้งสถานพยาบาลเถื่อนต่างๆ มาได้ โดยกดไลค์เฟสบุ๊คโดดเด่นดอทคอม  www.facebook.com/dodeden  หรือ เว็บไซต์ www.dodeden.com

เพราะทางเว็บไซต์โดดเด่นดอทคอมมีผู้สื่อข่าวประจำกระทรวงสาธารณสุขอยู่แล้ว ดังนั้นข้อมูลต่างๆ นักข่าวจะส่งตรงทางไลน์เพื่อเร่งรัดเอาผิดหมอเถื่อนอย่างทันทีเพื่อให้วงการนี้มีแต่หมอดีๆ เพราะเรายึดมั่นในความถูกต้อง และ มีจรรยาบรรณสื่อมวลชนเสมอ

ต้องการเผยแพร่ข่าวนี้ :
ย้อนชมเคส “น้องเฟิร์น” พริตตี้สาวตายคามีดหมอ จ. เปลี่ยนชื่อเปิดคลินิกใหม่ ย่านพระราม 9 ทำคนไข้ตายอีก [ อ่านต่อได้ที่ » http://dodeden.com/38421.html ]

แชร์ให้เพื่อน

แสดงความคิดเห็น


** ข้อความแสดงความคิดเห็นโพสต์โดยสาธารณชนด้วยระบบอัตโนมัติ ทางทีมงานไม่มีส่วนรู้เห็นใดๆ กรุณาใช้วิจารณญานในการอ่าน**