กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ เตรียมประสานข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อตรวจสอบว่ามีสถานพยาบาลใดรู้เห็นเป็นใจกับการโฆษณาชักชวนให้ประชาชนเข้ารับศัลยกรรมในโครงการ “เฟซออฟบายด็อกเตอร์เซปิง” ชี้ รพ./คลินิกใดมีเอี่ยวไม่ว่าจะโฆษณาเองหรือปล่อยให้โฆษณาแทน ลงดาบทันทีไม่มีเว้น

จากกรณี เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าจับกุม ดร.เซปิง ไชยศาส์น ประธานโครงการศัลยกรรมความงามเฟซออฟ ตามหมายจับข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ในคดีทำศัลยกรรมเสียโฉมหลังมีผู้เสียหายจำนวนรายหลายเข้าแจ้งความ นั้น

 

กรม สบส

 

วันนี้ (5 เมษายน 2562) นายแพทย์ณัฐวุฒิ ประเสริฐสิริพงศ์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (กรม สบส.) กระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ว่า ได้สั่งการให้พนักงานเจ้าหน้าที่จากกองกฎหมาย และสำนักสถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะ ประสานข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อตรวจสอบหลักฐานการโฆษณาชักชวนประชาชนให้เข้ารับบริการเสริมความงามกับโครงการ “เฟซออฟบายด็อกเตอร์เซปิง” ในทุกช่องทางว่าได้มีการนำชื่อสถานพยาบาลใดมาร่วมโฆษณาหรือไม่ หากไม่มีการนำชื่อสถานพยาบาลมาใช้ประกอบการโฆษณาก็จะเป็นบทบาทของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคในการดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด แต่หากพนักงานเจ้าหน้าที่ฯตรวจพบว่ามีการนำชื่อสถานพยาบาลมาร่วมโฆษณาด้วย กรม สบส.จะดำเนินการเอาผิดตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ.2541 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 4 พ.ศ.2559 และขยายผลตรวจสอบไปยัง รพ./คลินิกที่ถูกนำชื่อมาใช้ว่ามีส่วนรู้เห็นกับการโฆษณาของ ดร.เซปิง หรือไม่ และหากผลการตรวจสอบพบว่า รพ./คลินิกมีส่วนรู้เห็นหรือปล่อยปละละเลยให้ ดร.เซปิง กระทำการเป็นเอเจนซี่ช่วยโฆษณาแทนโดยไม่ทักท้วงหรือห้ามปราม ก็จะถือว่ามีความผิดด้วยเช่นกัน

ด้านทันตแพทย์ อาคม ประดิษฐสุวรรณ รองอธิบดีกรม สบส. กล่าวว่า สำหรับบทลงโทษต่อผู้กระทำผิดในการโฆษณาเกี่ยวกับการประกอบกิจการสถานพยาบาลโดยไม่ได้รับอนุมัติจากผู้อนุญาต หรือคำโฆษณาที่ใช้มีลักษณะอันเป็นเท็จโอ้อวดเกินจริง หรือก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในสาระสำคัญต่อการบริการของสถานพยาบาล จะถือว่ามีความผิดตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ.2541 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 4 พ.ศ.2559 เช่น การใช้คำว่า “เฟซออฟ” (Face Off) มาโฆษณาเพื่อสร้างความตื่นตาตื่นใจ ล่อลวงให้ประชาชนเข้ารับบริการจากสถานพยาบาล โดยอ้างว่าสามารถทำให้ใบหน้าดูอ่อนเยาว์ลงนับสิบปี ทั้งที่ความจริงแล้วเป็นการศัลยกรรมเสริมความงามด้วยเทคนิคการดึงหน้า (Facelift) ซึ่งเป็นการใช้ข้อความโอ้อวด เกินจริงในการโฆษณา ถือว่าเป็นการกระทำผิดตามมาตรา 38 วรรคสอง ไม่ว่าจะเป็นเอเจนซี่หรือสถานพยาบาลหากฝ่าฝืน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ปรับอีกวันละไม่เกิน 1 หมื่นบาทจนกว่าจะระงับการโฆษณา

ทั้งนี้ ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการศัลยกรรม หรือมีเบาะแสการกระทำผิดในการโฆษณา สามารถแจ้งข้อมูลได้ที่ศูนย์รับเรื่องร้องเรียนกรม สบส. ทางหมายเลขโทรศัพท์ 02 193 7057 หรือทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (E-Mail) : [email protected] กรม สบส.จะดำเนินการตรวจสอบและนำผู้กระทำผิดมาดำเนินการตามกฎหมายโดยไม่ละเว้นแต่อย่างใด

เรื่องน่าสนใจ