ที่มา: โดดเด่นดอทคอม

นำเสนอข่าวโดย โดดเด่นดอทคอม

ภาพ รักดารา,สยามดารา โดดเด่น 

หลังจาก เว็บไซต์ โดดเด่นดอทคอม ได้นำเสนอข่าวหัวข้อ ล้วงความลับ ! “กระเทยแชมป์ 18 มงกุฎ” วันนี้แปลงโฉมเป็น “อั้ม แอบแซ่บ”


( ลิ้งค์ข่าว http://www.dodeden.com/64774.html ) ไปเมื่อวานนี้ กระทั่งได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากคนในวงการบันเทิงมากมาย

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าว เว็บไซต์ โดดเด่นดอทคอม ( www.dodeden.com ) ระบุว่า ช่วงนั้นชื่อของ กะเทยแชมป์ หรือ กะเทยตะวัน ,กะเทยอั้ม ( เธอใช้หลายชื่อ ) ถูกขึ้นบัญชีดำในวงการบันเทิงไว้

ใครเจอต้องหลบ เพราะกะเทยแชมป์จะเข้าไปจะตีสนิท หากเป็นดารา ไฮโซจะขอถ่ายรูปด้วยเพื่อไปแอบอ้างให้ดูมีความน่าเชื่อถือ

โดยเมื่อ 4 ปีที่แล้ว  หนิง ปณิตา พัฒนาหิรัญ หมออ้อย จุฑารัตน์ อาจารย์ ปิ่นศิริ ผู้บริหารโรงเรียนดนตรีและลีลา ศิริปิ่น เดินทางไปแจ้งความที่สน.สุทธิสาร

30677-r-1320731788436

สิ่งที่วิพากษ์วิจารณ์กันในวงการบันเทิงคือ คนส่วนหนึ่งมองว่า เว็บไซต์ โดดเด่นดอทคอม เขียนข่าวเพื่อแก้ตัวให้ กระเทยแชมป์ หรือไม่ ? บางส่วนก็มองว่าไม่สมควรให้อภัยบุคคลคนี้อีกหรือไม่ ?

ซึ่งเราได้ย้อนกลับมาทบทวนบทความที่ได้นำเสนอไปแล้วพบว่าเราเขียนได้เป็นกลางที่สุด ให้โอกาสคนที่สุด รวมทั้งไม่ได้เชียร์ ผิดก็ว่าไปตามผิด คดีก็ว่าไปตามคดีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องดำเนินการ แต่สิ่งที่ยังค้างคาใจคือ ความไม่ชอบ อคติ หรือ สิ่งอื่นๆ ของใครบางคน 

ขณะเดียวกัน อาจารย์ ปิ่นศิริ ผู้บริหารโรงเรียนดนตรีและลีลา ศิริปิ่น ได้โพสต์ข้อความในเฟสบุ๊คว่า “อย่าได้มาบังอาจ พูดว่า วงการมายามันน่ากลัว ถ้าแม้แต่คุณเองยังไม่ใส่ใจในเรื่องนี้ วงการบันเทิงไม่ได้น่ากลัวแค่ “มีคนชั่วที่แอบแฝงอยู่ในวงการเท่านั้น”

แต่สิ่งที่น่ากลัวกว่าคือ…… “การที่คนในวงการบางคนกลับสนับสนุนคนชั่วให้ลอยนวลอยู่ในวงการได้ต่อไป….เพียงเพราะผลประโยชน์บางอย่าง โดยไม่ได้ใส่ใจว่าคนที่เคยถูกหลอก ถูกโกงเงินจำนวนมากมาย ….เค้ารู้สึกอย่างไร

แน่นอนว่า การให้โอกาสคนเป็นสิ่งที่ดี ….แต่อยากถามว่า แล้วคนที่ถูกหลอกลวงไปล่ะ ?”

นอกจากนี้ยังมีคนในวงการบันเทิงออกมาแสดงความคิดเห็นต่างๆ มากมาย ส่วนใหญ่บอกว่า กลัวกะเทยแชมป์  และ ไม่ให้อภัย

เช่นความเห็นนี้  “วงการนี้ นับวันยิ่งมีผู้คนให้ความสนใจและเข้ามามากขึ้น คนเก่าแก่ ควรหาวิธีการช่วยกันดูแล พวกที่ฉวยโอกาสหรือประพฤติตัวในทางที่ไม่ดีต่อวงการ ให้สลายออกไปให้หมด คนภายนอกมองวงการนี้ย่ำแย่ลงเรื่อยๆ จะหลอกลวงอะไรกันนักหนา….ทำกันดีๆ เถอะนะ”

อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าว เว็บไซต์ โดดเด่นดอทคอม ได้เจอ กะเทยแชมป์ หรือ กะเทยอั้ม หรือชื่อจริงๆ ในวงการบันเทิงคือ อั้ม รัฐ ริมธีรกุล ณ งาน เปิดตัวหนังใหม่ ซิงเกิลเลดี้  สยามพารากอน ที่มากับอดีตคู่กรณีคือ หมออ้อย จุฑารัตน์ ซึ่งสร้างความแปลกใจให้กับนักข่าวอย่างมาก

20150203_180023

โดย กะเทยแชมป์ เปิดเผยว่า “เรื่องดังกล่าวยังมีคนเข้าใจผิดตนเสมอมา ตั้งแต่เกิดเรื่องเมื่อ 4 ปีที่แล้ว ซึ่งบางคนอ่านจากข่าว แต่ไม่รู้จักเราจริงๆ นักข่าวรุ่นใหม่ๆ ยังไม่รู้จักอดีตเราเลย

ถามว่าทำไมเราจึงมีงานในวงการบันเทิง เป็นผู้จัดงานมอบรางวัลที่มีเกียรติ  และมีผู้ใหญ่ ,คนในแวดวงบันเทิง และไฮโซ ให้การเอ็นดูเรามากมาย นับไม่ถ้วน เพราะเขารู้ตัวตนเรา เขารู้นิสัยพื้นฐานของเรา

โดยที่ไม่ได้มองว่าแค่เหตุการณ์เราหลงผิดไปเพียงช่วงหนึ่ง แต่เขาตีตราเราเป็นคนชั่วไปตลอดชีวิต ซึ่งตอนนี้เราก็ให้ทนายความได้ทยอยไล่ฟ้องคนที่หมิ่นประมาทเราไปบ้างแล้ว”

110914hn771350

 ส่วนคู่กรณีที่เคยขึ้นโรงพักแจ้งความจับ กะเทยแชมป์  คือ หมออ้อย จุฑารัตน์ ในวันนั้น แต่วันนี้ ทั้งคู่สนิทกันมากกว่าเดิมอีก

โดยหมออ้อยกล่าวว่า “พี่รู้จักกับอั้ม หรือ แชมป์ มากกว่า 10 ปีแล้ว คดีความที่เราเคยแจ้งความไปนั้นต้องบอกว่าช่วงนั้นเราก็มองเขาแบบนั้น แต่ ณ วันนี้ เราเป็นผู้ใหญ่ ดังนั้นเรามองว่าเขาเป็นเด็กต่างจังหวัดคนหนึ่งที่เคยดิ้นรนอยากจะทำงาน แต่ผิดพลาดไปช่วงเวลาหนึ่ง

ขณะที่ช่วงเวลาส่วนใหญ่ของชีวิตเขาทำความดีมาตลอด ซึ่งเรื่องนี้ถ้าจะเปรียบเปรยก็คือ ถ้ามีเด็กในสถานกักกันมีคดีความแล้วออกมาทำงานสุจริต สังคมจะตีเขาให้ตายไปเลย จนตรอก ไม่มีอาชีพ หรือ สังคมจะให้โอกาสเขา ส่วนพี่เลือกให้โอกาสเขา เพราะรู้จักนิสัยพื้นฐานของเขาว่าเป็นอย่างไร”

ทั้งนี้ คนที่ไม่พอใจบทความชิ้นนี้คือ การที่เราลงท้ายด้วยคำว่า “หากเธอกลับเนื้อกลับตัวเพื่อเดินหน้าสร้างชีวิตใหม่ต่อไป ไม่ทำพฤติกรรมเช่นเดิมอีก โอกาสที่คนไทยจะให้อภัยเธอมีแน่ๆ แต่ต้องใช้เวลา”

หลายคนมองว่าบทความชิ้นนี้ เราเขียนเชียร์เธอ อวยเธอหรือไม่ ขอบอกด้วยศักดิ์ศรีเลยว่า บทความชิ้นนี้เป็นกลางที่สุดแล้ว ขึ้นต้นมาก็พูดถึงคดี เตือนสติคนอ่าน และจบลงด้วยการให้อภัยคน

แล้วคุณล่ะ หากทำผิดพลาดในอดีต แล้วโดนตีตราไปตลอดชีวิต คุณจะทำอย่างไร ขนาดหมาจนตรอก คนที่ฮึดสู้อย่างสุดชีวิต เพราะจวนตัว และไม่มีทางหนีหรือหลบเลี่ยงต่อไปได้แล้ว หากถูกไล่ตีไปจนสุดตรอก ไม่มีทางหนีต่อไปได้ มันก็จะหันกลับมาสู้แทน

ดังนั้น ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองได้เคยกล่าวไว้ว่า “คนที่ตกอยู่ในสภาวะคับขัน เสี่ยงอันตรายจนไม่มีทางหลีกเลี่ยง หรือหลบหนีต่อไปได้แล้ว ต้องหันกลับมาสู้อย่างเต็มที่เพื่อป้องกันตัวเอง และเอาตัวรอด แม้จะไม่อยากทำก็ตามจะเรียกว่าสถานการณ์บังคับก็ว่าได้

ด้วยเหตุนี้ ผู้ใหญ่หรือคนโบราณจึงมักสอนลูกหลานว่าอย่าไปเอารัดเอาเปรียบ หรือทำร้ายร่างกาย/จิตใจใคร กระทั่งเขาอับจนหนทาง หรือทนไม่ไหว เพราะถึงที่สุดแล้ว คนๆนั้น จากที่เคยหงอ กลัวเราก็อาจจะฮึดสู้

เพราะมันเหลืออดเหลือทนอีกต่อไปแล้ว และแม้แต่การตีหมา ไล่หมาจริงๆก็ตาม ก็ต้องเหลือทางให้มันได้หนีบ้าง มิฉะนั้น จะกลายเป็นเราเองที่ตกอยู่ในอันตรายแทน”

ผู้คนทั้งหลายที่มีจิตใจเมตตา เอากลับไปคิดดูนะคะ !         

866734

เรื่องน่าสนใจ