ติดเชื้อในกระแสเลือด คือการติดเชื้อที่เกิดขึ้นที่ตําแหน่งใดตําแหน่งหนึ่งของร่างกาย ซึ่งเชื้อดังกล่าว ได้แก่ จุลชีพต่างๆ เช่น เชื้อไวรัส เชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา โดยการติดเชื้อที่อวัยวะต่างๆ ของร่างกาย สามารถทําให้เกิดการติดเชื้อในกระแสเลือดได้

เมื่อมีการติดเชื้อในกระแสเลือดแล้ว ร่างกายของเราจะมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อการติดเชื้อ หรือต่อพิษของเชื้อโรค ซึ่งจะทําให้เกิดการอักเสบขึ้นทั่วบริเวณของร่างกาย หากมีความรุนแรงมาก อาจพัฒนาไปสู่ภาวะช็อก และทําให้การทํางานของอวัยวะภายในต่างๆ ล้มเหลว มีอันตรายถึงชีวิตได้ จึงจําเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที

ติดเชื้อในกระแสเลือด ป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นได้ แค่รักษาสุขภาพ & สุขอนามัย

เชื้อโรคสามารถเข้าสู่ร่างกายได้ทางใดบ้าง?
เชื้อโรคสามารถเข้าสู่ร่างกายได้หลายทาง ไม่ว่าจะเป็นทางผิวหนัง ทางเดินหายใจ ทางเดินปัสสาวะ ทางเดินอาหาร หรือทางบาดแผล เป็นต้น โดยเฉพาะในช่วงที่ร่างกายอ่อนแอ เชื้อโรคก็จะเข้าสู่ร่างกายได้โดยง่าย


ติดเชื้อในกระแสเลือด

มีปัจจัยอะไรบ้างที่ทําให้เกิด การติดเชื้อในกระแสเลือด?

  • ความเจ็บป่วย
    เมื่อร่างกายอ่อนแอ และภูมิต้านทานต่ำ ก็จะทําให้ไม่สามารถต่อสู้กับเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกายได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
  • ผู้ที่มีโรคประจําตัว
    เช่น โรคตับแข็ง เนื่องจากตับ จะเป็นตัวกรองเชื้อโรคไม่ให้เข้าสู่ร่างกาย เมื่อตับไม่สามารถทํางานได้ เชื้อโรคก็จะสามารถผ่านเข้าไปในกระแสเลือดได้ง่ายขึ้น หรือเป็นโรคเบาหวาน เนื่องจากภาวะน้ำตาลในเลือดสูง ในผู้ที่เป็นเบาหวาน จะทําให้มีการทํางานของระบบ ภูมิคุ้มกันที่มีหน้าที่ต่อสู้กับเชื้อโรคเสียไป นอกจากนี้ ในเด็กเล็กและในผู้สูงอายุ จะมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อในกระแสเลือดได้มากกว่าคนหนุ่มสาว แม้ว่าไม่มีโรคประจําตัว เนื่องจากมีภูมิคุ้มกันต่ำ

  • สาเหตุอื่นๆ
    เช่น การรักษาผู้ป่วยโดยการใช้เครื่องมือและอุปกรณ์ต่างๆ เข้าสู่ร่างกายผู้ป่วย ได้แก่
    การสวนทวาร การสวนปัสสาวะ และการใช้สายสวนหลอดเลือด ทําให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายได้ง่ายขึ้น

ลักษณะอาการของการติดเชื้อในกระแสเลือดเป็นอย่างไร?

  • อาการเฉพาะที่ หรือเฉพาะอวัยวะที่ติดเชื้อ
    เช่น หาก มีอาการไอ และเจ็บหน้าอกเมื่อหายใจ อาจพบว่ามีการติดเชื้อที่ปอด หรือเยื่อหุ้มปอด หรือมีอาการปวดหลัง และปัสสาวะบ่อย แสดงว่าอาจเกิดจากการติดเชื้อที่กรวยไต เป็นต้น
  • อาการแสดงทางผิวหนัง
    เกิดจากการที่เชื้อโรค หรือพิษของเชื้อโรคที่อยู่ในกระแสเลือด กระจายมาสู่บริเวณผิวหนัง ทําให้เกิดรอยขึ้นที่บริเวณผิวหนัง ซึ่งในบางรอยนั้น อาจมีลักษณะที่ไม่จําเพาะ อย่างเช่น เป็นตุ่มหนองธรรมดา และในบางรอยนั้น มีลักษณะจําเพาะที่สามารถบอกได้ถึงชนิดของเชื้อ
  • อาการที่เกิดจากการที่ร่างกายมีปฏิกิริยา
    ตอบสนองต่อการติดเชื้อ หรือเป็นกลุ่มอาการตอบ สนองต่อการอักเสบทั่วร่างกาย เช่น มีไข้ขึ้นสูงกว่า 38 องศาเซลเซียส ในบางรายอาจมีอาการหนาว สั่นร่วมด้วย มีชีพจรเต้นเร็วขึ้นเกิน 90 ครั้ง ต่อนาที และหายใจเร็วเกิน 20 ครั้งต่อนาที เป็นต้น

ความรุนแรงของอาการเป็นอย่างไร?  

  • การติดเชื้อในกระแสเลือดแบบทั่วไป
  • การติดเชื้อในกระแสเลือดแบบรุนแรงมากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลให้อวัยวะต่างๆ เริ่มทํางานผิดปกติ
  • ระดับการติดเชื้อในกระแสเลือดที่ทําให้ผู้ป่วยมีอาการช็อกได้ ซึ่งเกิดขึ้นในรายที่มีภูมิต้านทานต่ำมาก

การรักษาอาการติดเชื้อในกระแสเลือด
แพทย์จะวินิจฉัยจากลักษณะ และอาการของผู้ป่วยเป็นลําดับแรก จากนั้นจะทําการเจาะเลือด และตรวจสิ่งคัดหลั่งจากอวัยวะ ที่สงสัยว่ามีการติดเชื้อ ด้วยการเพาะหาเชื้อ ซึ่งใช้เวลาประมาณ 3-5 วัน แต่เนื่องด้วยการติดเชื้อในกระแสเลือดเป็นภาวะฉุกเฉิน แพทย์จึงต้องอาศัยการวินิจฉัยเบื้องต้น และเลือกให้ยาต้าน จุลชีพที่ครอบคลุมเชื้อไว้ก่อน ซึ่งหากผู้ป่วยได้รับยาต้านจุลชีพ หรือยาปฏิชีวนะที่ตรงกับเชื้อในช่วง 1-2 ชั่วโมงแรก ผู้ป่วยจะมีโอกาสรอดชีวิตสูงมากขึ้น ใน ทางตรงกันข้าม หากได้รับยาที่ไม่ตรงกับเชื้อ หรือได้รับยาช้าเกินไป ก็จะมีโอกาสเสี่ยงต่อการเสียชีวิตมากขึ้นเช่นกัน

เมื่อได้รับยาต้านจุลชีพแล้ว แพทย์จะทําการรักษาแบบประคับประคองไปพร้อมๆ กัน เช่น ถ้ามีภาวะไตวาย ก็ทําการฟอกไต ถ้าผู้ป่วยหายใจเองไม่ได้ ก็จะมีการให้ออกซิเจน หรือการใช้เครื่องช่วยหายใจ หรือถ้ามีภาวะซีด ก็จะมีการให้เลือด โดยพิจารณาตามลักษณะอาการของผู้ป่วย

………………………………………………………………..

หากทราบว่าตัวเองมีปัจจัยเสี่ยงที่จะติดเชื้อ หรือถ้าติดเชื้อแล้วจะมีอาการรุนแรง สิ่งสําคัญคือ เราจะต้องรักษาสุขภาพของตัวเองให้แข็งแรงอยู่เสมอ รวมถึงรักษาโรคประจําตัว ที่เป็นความเสี่ยงต่อการติดเชื้อในกระแสเลือด เช่น ผู้ที่เป็นเบาหวาน ก็ควรควบคุมระดับน้ำตาลให้ดี ดูแลในเรื่องของอาหารการ ทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ รวมทั้งรักษาสุขอนามัย กินร้อนช้อนกลาง ล้างมือ หากมีอาการไข้สูง หนาวสั่น หรือมีอาการซึม หายใจเร็วผิดปกติ หรือพบความผิด ปกติที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ให้รีบมาพบแพทย์ และควรหลีกเลี่ยงการไปยังสถานที่ที่มีเชื้อโรคเยอะ สถานที่แออัด มีการระบายอากาศไม่ดี

 

เนื้อหาโดย Dodeden.com

เรื่องน่าสนใจ