ที่มา: BRIGHT TV ที่มา: Nu Som Atten Nalinpas

ถ้าพูดถึงการศัลยกรรม บางคนก็ไม่ชอบ บางคนก็บอกว่ามันคือเรื่องปกติ ที่เดี๋ยวนี้ใครๆก็ทำกัน แต่ถ้าใครสักคนที่ได้ทำแล้วทำไม่หยุด ทำแล้วหยุดไม่ได้ ซึ่งรู้จักกันในโรค “เสพติดศัลยกรรม” แต่ที่สำคัญ ผู้หญิงคนนี้ผ่านการศัลยกรรมาแล้วแทบทุกส่วนของร่างกาย จนหน้าพังมาแล้ว “คุณ ส้ม-รัฎภิรา ชัยเรื่องกิตต์ หรือ “ส้ม ตี10

10439400_675068409266521_5589490606254484590_n

ปัจจุบัน คุณส้มทำธุรกิจร้านก๋วยเตี๋ยวและเปิดคลินิกศัลยกรรมเอง โดยร่วมกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ คุณส้ม ได้เท้าความถึงสาเหตุที่ทำให้เธอ “เริ่ม” ศัลยกรรมให้ฟังว่า… เธอเป็นผู้หญิงธรรมดาหน้าตาไม่ค่อยสวย แต่งงานมีครอบครัว และมีลูก 2 คน ส่วนแรงฮึดที่ทำให้เธออยากสวยนั้น เป็นเพราะความน้อยใจที่สะสมมาตลอด 

จนมีคนแนะนำหมอกระเป๋ามาฉีดซิลิโคนเหลว โดยหลอกว่าเป็นคอลลาเจนสังเคราะห์ เริ่มแรกฉีดที่คางก่อนให้คางดูเรียวขึ้น ตกเข็มละ 1,000 บาท ฉีดทั้งหมด 4 เข็ม แต่เสียค่ารักษาขูดแก้ไขเหยียบแสน โดยไปขูดเกือบ 7 รอบ

001

วันแรกที่ฉีดออกมาดูสวย และแฟนหนุ่มยังจับไม่ได้ ประจวบกับช่วงนั้นลดน้ำหนัก จากนั้นก็ฉีดจมูก โดยสลับเปลี่ยนทุกๆ 2 เดือน ฉีดคางที จมูกที

นอกจากการฉีดคางและจมูกแล้ว เธอยังฉีดถุงใต้ตา เทรนด์ฮิตเกาหลี “ดอลลี่อายส์” ตอนแรกยังไม่มีปัญหา ตายังดูหวานๆ พอผ่านไปได้ 2 ปี มันเริ่มเป็นถุงใต้ตาแบบคนแก่ เวลากระพริบตาจะเริ่มรู้สึกมีอะไรขัดๆ บางทีก็รู้สึกเจ็บ

003

ตอนนี้คุณส้มได้ขูดเอาซิลิโคนเหลวออกแล้ว แต่ยังไม่หมด 100% ทุกวันนี้เปลี่ยนมาทำกับคุณหมอเฉพาะทาง แก้ปัญหาเรื่อยๆ จากผลของซิลิโคนเหลวที่เคยทำกับหมอกระเป๋า หมดเสียเงินไปเป็นหลักล้านในการแก้ไขใบหน้าของเธอ

ฉายาส้มตี 10 ได้มาจากการออกรายการของคุณวิทวัส เรื่องของผลจากการศัลยกรรม การเสพติดศัลยกรรม และเคยเกือบตายเพราะการทำศัลยกรรมจากการขูดคางแล้วยาชาโอเวอร์โดส มาแล้ว เพราะหลังจากรับการขูดคางเสร็จ ออกจากคลินิกศัลยกรรมก็ เข้าโรงพยาบาลต่อเลย

มีหลายคนทักเธอว่าหน้าเธอเหมือนกระเทย แต่เธอก็ยอมรับเพราะว่าสาวประเภทสองสมัยนี้สวย บางคนนี่สวยกว่าผู้หญิงอีก เลยไม่ค่อยแคร์ เมื่อลองหันมามองรูปตัวเองจากเมื่อก่อน หน้าเธอสวยและมาไกลมากจนเธอค่อนข้างพอใจแล้ว

11124586_10152665326292202_5032878_n

ปัจจุบันนี้ เธอยังคงเข้ารับการศัลยกรรมอยู่ โดยมีแฟนหนุ่มคอยให้กำลังใจและแอบเป็นห่วงอยู่ห่างๆ บางครั้งก็จะเข้ามาเตือนสติว่าให้พอแล้วนะ เธอก็เริ่มคิดได้และรับการศัลยกรรมน้อยลง

ทั้งตัวของเธอผ่านการศัลยกรรมมามี การทำตา 2 ชั้น โดยทำทั้งหมด 3 ครั้ง 2 ครั้งแรกทำแบบเจาะเพราะคิดว่ามันดูธรรมชาติ แต่เมื่อทำไปได้ 1 ปี มันก็ตกลงมาอีกเลยไปทำอีกรอบ ซึ่งรอบนี้คิดว่ามันคงอยู่ แต่มันก็ไม่อยู่เลยตัดสินใจครั้งที่ 3 ด้วยการกรีดตาเลย

จมูก ทำทั้งหมด 7 รอบ เพราะครั้งหนึ่งเธอเคยฉีดซิลิโคนจากหมอกระเป๋ามาก่อน  พอขูดออกและใส่ซิลิโคนเรารู้ได้เลยว่ามันยังไม่หมด มันทำให้จมูกดูบวมเพราะพังผืดเกาะ เร็วมาก เลยต้องไปขูดและแก้อีก

002

ตอนนี้เธอมีแพลนอยากทุบเอาโหนกแก้มออก เพราะเธอรู้สึกว่า ตรงโหนกแก้มของเธอดูใหญ่ แต่คุณหมอกับแฟนหนุ่ม ยังไม่อนุมัติให้ทำ เลยเป็นแค่ความคิด และต้องศึกษาไม่ให้พลาดเหมือนครั้งแรกที่ทำ

ถามว่าเข็ดไหม? ตอนนี้ยังไม่เข็ด ด้วยความที่ครั้งแรกที่เราทำไม่ได้ศึกษาข้อมูล แต่เดี๋ยวนี้ เราเข้าไปศึกษาข้อมูลลึกจากเว็บบอร์ดศัลยกรรม มีรายชื่อหมอบอกอยู่ ในประเทศไทยมี 300 กว่าท่าน ที่เป็นหมอศัลยกรรมตกแต่งเฉพาะทาง

ส่วนคางไม่ได้ทำแล้ว เอาออกไปแล้ว เพราะขูดออกไปแล้ว 7 รอบ และคิดว่ายังเอาออกไม่หมด ตรงส่วนคางนี้เองที่ทำให้เธอเกือบตาย เลยไม่ขอยุ่งกับส่วนคาง ซึ่งปัจจุบันนี้เธอได้รับการพูดคุยปรึกษากับหมอเฉพาะทาง โดยให้คำแนะนำว่า

18484_661496297290399_1509771684303014251_n

“แรกๆ ถ้าคุณส้มแค่ใหญ่หรือหน้าผิดรูป ไม่อยากแนะนำให้เอาออก ถ้าเอาออกแล้วผลเสียมันมากกว่าผลดีที่จะได้ เพราะถ้าไปยุ่งกับมันแล้ว เหมือนเป็นการกระตุ้นให้เกิดการอักเสบได้”

ส่วนของริมฝีปาก ได้รับการศัลยกรรมปากบาง อยากมีริมฝีบากแบบ คุณอั้ม พัชราภา เมื่อตอนที่ศัลยกรรมใหม่ๆ ก็ใส่หน้ากากแล้วขายก๋วยเตี๋ยวไปด้วย อยากสวยก็ต้องทน นอกจากนั้นก็ยังมีดูดไขมันและตัดหนังหน้าท้อง เย็บกว่า 150 เข็ม รวมถึงหน้าอก เพราะเมื่อมีลูกและอายุเริ่มมาก ทำให้หน้าอกเริ่มหย่อนคล้อย (ผ่าใต้ราวนม) จึงอยากทำให้หน้าอกดูกระชับขึ้น

004

ทุกวันนี้ยังอยากทำศัลยกรรมอีก อย่างดูดไขมันบริเวณต้นขา รวมถึงการทุบโหนกแก้ม แต่หมอสั่งให้หยุดก่อน ซึ่งทุกวันนี้เสียเงินไปกับการศัลยกรรมไม่ต่ำกว่าล้าน

เพราะเป็นความชอบการศัลยกรรมของเธอและกลัวว่า เธออาจจะพลาดซ้ำสอง เลยทำให้สามี ต้องเปิดคลินิกร่วมกับเพื่อนพร้อมหาหมอเฉพาะทาง มาประจำให้กับเธอโดยเฉพาะ

มันเหมือนเป็นโรคจิตที่เมื่อส่องกระจกแล้วรู้สึกอยากปรับรูปหน้าของตัวเอง เมื่อก่อนนี้ต้องเข้าไปทำโบท็อกทุกเดือน ทั้งๆที่คนปกติ อย่างน้อยก็ 6 เดือนค่อยไป ทำจนหมอแอบดีดยาทิ้ง

ปัจจุบันเธอเริ่มลดการศัลยกรรมลงแล้ว ถ้ามีคนมาปรึกษา ก็จะแนะนำเขาไปว่าไม่ให้ทำศัลยกรรมแบบตน เพราะมันไม่ใช่ข้อดีเลยเธอรู้ตัว มันมีผลเสียระยะยาว การโบท็อกบ่อยๆ เยอะๆ หน้าก็ดูแข็ง แต่สำหรับเธอ เธอแค่ทำใจยอมรับในส่วนนั้นได้ เพราะเมื่อเทียบกับเมื่อก่อนแล้วเธอดีขึ้น

005

ถามว่ายังทำอยู่ไหม? ตอนนี้เธอก็ยังคงทำอยู่ แต่จะทำเฉพาะตอนที่มันมีปัญหาจริงๆ ตามความเหมาะสม อย่างโหนกแก้มมันมีปัญหาจริงๆเลยอยากจะทำ จมูกก็จะเริ่มเอาออกอีกเพราะกลัวว่า เมื่อเริ่มแก่ตัวลงมันจะทะลุ เลยปรับให้มันดู ซอฟท์ลง แต่ส่วนอื่นๆ เธอพอแล้ว

ลูกๆเอง เธอได้สอนลูกว่า ถ้าเธออยากจะทำ ให้มาบอกกับตัวเธอเองเลย เพราะไม่อยากให้พลาดเหมือนกับตัวเธอและอยากให้เจ็บครั้งเดียวแล้วออกมาสวย

ปัจจุบันเธอมีความรู้เรื่องของการศัลยกรรมพอสมควร สามารถที่จะมาขอคำแนะนำจากเธอได้ ว่าสมควรทำปรับเปลี่ยนส่วนไหน หรือไม่ควรทำส่วนไหน ซึ่งล่าสุดคุณส้มได้เข้าทำศัลยกรรมยกหางตา และอนาคตคงเข้ารับการศัลยกรรมทุบโหนกแก้ม พวกเราอาจจะได้เห็นการเปลี่ยนไปของเธอเร็วๆนี้ก็ได้

140635(2)

 

Posted by Nu Som Atten Nalinpas on Sunday, May 3, 2015

 

เรื่องน่าสนใจ