10 อาหารที่ดีและไม่ดีต่อสุขภาพที่คุณสาวๆควรรู้

Wine and Chocolate

1. ช็อกโกแลต สูตรใหม่…ไม่อ้วน!

ช็อกโกแลตเลิฟเวอร์ทั้งหลายเตรียมเฮได้เลยเพราะทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยวอร์ริก ประเทศอังกฤษ ค้นพบว่า ความหวานของส้ม แอ๊ปเปิ้ล และแครนเบอร์รี่ใช้แทนน้ำตาลและส่วนผสมไขมันสูงต่าง ๆ เช่น นม เนย และโกโก้ได้ โดยไม่ทำให้ความอร่อย ความหวาน และสัมผัสที่นุ่มลิ้นลดลงเพียงแค่มีกลิ่นหอมของผลไม้เจืออยู่อ่อน ๆ เท่านั้น ดังนั้นคุณสามารถกินช็อกโกแลตนี้ได้วันละ 5 แท่ง หรือ 285 กรัม โดยไม่ต้องกลัวไขมันพุ่งปรี๊ด!!!

2. กินตะไคร้ห่างไกลมะเร็ง

ปลูกตะไคร้ติดบ้านไว้ไม่เสียหายเพราะนอกจากช่วยเพิ่มรสชาติในอาหารแล้ว ยังช่วยป้องกันมะเร็งได้ด้วย จากการศึกษาในสัตว์ทดลองพบว่า ตะไคร้สกัดสามารถยับยั้งอาการเริ่มแรกที่นำไปสู่โรคมะเร็งลำไส้ การเกิดหลุมในลำไส้ และการผิดเพี้ยนของดีเอ็นเอได้ ตะไคร้สกัดสามารถลดอาการผิดปกติในลำไส้ได้มากกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งอาจมีผลยับยั้งการทำงานของเอนไซม์แบคทีเรียในลำไส้ ทำให้ร่างกายดูดซึมสารก่อมะเร็งน้อยลง

3. ไวน์แดงกระตุ้นเซ็กส์

งานวิจัยพบว่า ผู้หญิงที่ดื่มไวน์แดง1 – 2 แก้วต่อวัน สร้างความประทับใจทางเพศให้ชายคู่รักได้ดีกว่าผู้หญิงที่ชอบดื่มเหล้าหรือเบียร์เป็นชีวิตจิตใจนั่นเพราะไวน์แดงช่วยสลายไขมันในเลือด ทำให้การไหลเวียนของเลือดมายังอวัยวะเพศดีขึ้น แถมไวน์แดงยังช่วยป้องกันเกล็ดเลือดแข็งตัว บำรุงหัวใจ และทำให้อายุยืนขึ้น!ถึงประโยชน์จะมากขนาดไหนแต่ก็ควรดื่มในปริมาณที่พอเหมาะไม่งั้นจะให้ผลเสียมากกว่าผลดีนะจ๊ะ


4. นมเปรี้ยว กำจัดกลิ่นจุดซ่อนเร้นสาว

กลิ่นอับบริเวณจุดซ่อนเร้นกลายเป็นปัญหาหนักอึ้งของสาว ๆจนทำให้หมดความมั่นใจตลอดวัน สาเหตุเกิดจากเชื้อจุลินทรีย์ชนิดดีในช่องคลอดถูกแบคทีเรียทำลายจนเกิดกลิ่นไม่พิศมัยออกมาแต่อย่าเพิ่งกังวลไป สาว ๆ สามารถกำจัดกลิ่นไม่พึงประสงค์ได้ด้วยการดื่ม “นมเปรี้ยว!” เนื่องจากเชื้อจุลินทรีย์แล็กโตบาซิลลัสที่มีอยู่ในนมเปรี้ยวนั้นช่วยกำจัดแบคทีเรียในช่องคลอดได้!

5. เชอร์รี่…ผลไม้เพิ่มความสุข

ผลไม้รสเปรี้ยวอมหวานที่อุดมด้วยวิตามินซีช่วยบำรุงผิวพรรณให้สดใส ชะลอความแก่ และช่วยต้านอนุมูลอิสระ แต่เชอร์รี่มีความพิเศษตรงที่มีคุณสมบัติช่วยให้สาว ๆ อารมณ์ดีขึ้นด้วยผลวิจัยของมหาวิทยาลัยมิชิแกน สหรัฐอเมริกา พบว่า การกินเชอร์รี่มากถึง 20 ผลช่วยลดอาการซึมเศร้าได้มากกว่าการกินยา เนื่องจากในผลเชอร์รี่มีสาร “แอนโทไซยานิน” ซึ่งมีสรรพคุณทำให้คนกินมีความสุขและอารมณ์ดีขึ้นเหตุนี้แพทย์ตะวันตกจึงเรียกเชอร์รี่ว่า แอสไพรินธรรมชาติเวลาเครียดหรือรู้สึกซึมเศร้า ลองเปลี่ยนจากการกินยามากินเชอร์รี่ดีกว่า!

6. ลดเกลือลดกรน

ผลการทดลองในบราซิลพบว่า การกินอาหารที่มีส่วนผสมของเกลือในปริมาณน้อย ช่วยลดอาการกรนหรือหยุดหายใจชั่วคราวระหว่างหลับได้เพราะการกินเกลือมากเกินไปทำให้ร่างกายสร้างของเหลวขึ้นและเมื่อนอนราบ ของเหลวจะเคลื่อนตัวไปอยู่บริเวณช่องคอ
จนทางเดินหายใจตอนบนแคบลงกระทั่งอาจหยุดหายใจชั่วขณะและยังเกิดโรคร้ายตามมา เช่น ความดันเลือดสูงและโรคหัวใจ

7. ผู้สูงวัยกินเต้าหู้มากไปเสี่ยงความจำเสื่อม

ผลวิจัยในอังกฤษพบว่า การกินเต้าหู้มากกว่าวันละครั้ง มีส่วนทำให้ความจำแย่ลง โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในวัย 68 ปีขึ้นไป เต้าหู้เต็มไปด้วยสารไฟโตเอสโทรเจน ซึ่งให้ผลเช่นเดียวกับเอสโทรเจนหรือฮอร์โมนเพศหญิง ผลวิจัยพบว่า ถ้าร่างกายได้รับสารไฟโตเอสโทรเจนมากเกินไป อาจเพิ่มความเสี่ยงการเป็นโรคความจำเสื่อม สอดคล้องกับผลวิจัยก่อนหน้านี้ที่ระบุว่า ผู้หญิงที่อายุ65 ปีขึ้นไป หากได้รับเอสโทรเจนมากไป อาจมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคความจำเสื่อมเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว

8. แซ่บแบบมีคุณค่า “พริกสด”

ถ้ากินไม่หมด เอามาทำพริกป่นกันเถอะ! เพราะพริกป่นมีสารช่วยกำจัดเซลล์มะเร็ง โดยไม่ทำลายเซลล์ดีในร่างกายสำหรับคนที่ต้องนั่งหรือยืนทำงานเป็นเวลานาน ๆ พริกป่นจะช่วยบรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อหลังได้นอกจากนี้ยังมีสารที่ช่วยกระตุ้นกระบวนการทำความสะอาดตัวเองของร่างกาย จึงเหมือนได้ดีท็อกซ์ไปในตัว

9. ห้ามผู้ป่วยไตกินมะเฟือง

การกินมะเฟืองอาจทำให้ไตวาย และส่งผลกระทบต่อสมองจนทำให้เกิดภาวะชักได้ เนื่องจากมะเฟือง โดยเฉพาะชนิดเปรี้ยว มีกรดออกซาลิก ซึ่งเป็นสารที่ผู้ป่วยโรคไตไม่สามารถขับออกจากร่างกายได้ผลวิจัยจากโรงพยาบาลรามาธิบดีระบุว่า ถ้าผู้ป่วยอยู่ในระยะปานกลาง และระยะที่ต้องฟอกไต การกินมะเฟืองเพียงเล็กน้อยอาจส่งผลให้สะอึก ซึม ชัก และจะทำให้ไตเสื่อมได้

10. ดื่มกาแฟจัดเสี่ยงประสาทหลอน

ผู้ที่ดื่มกาแฟ ชา ช็อกโกแลต หรือเครื่องดื่มที่มีกาเฟอีนมากๆ อาจเกิดอาการประสาทหลอน เห็นภาพหลอน หรือได้ยินเสียงแว่วแปลกๆ ผลวิจัยจากอังกฤษบอกว่า ผู้ที่ดื่มกาแฟชงเองเกินกว่าวันละ 3 ถ้วย หรือเทียบเท่ากาแฟทรีอินวัน 7 ถ้วย อาจมีโอกาสประสาทหลอนมากกว่าคนที่ดื่มวันละถ้วยถึง 3 เท่า เพราะปริมาณกาเฟอีนในกาแฟจะซ้ำเติมความเครียดทางจิตใจและอารมณ์ให้หนักยิ่งขึ้น จนอาจเกิดอาการประสาทหลอน

 

ขอบคุณข้อมูล www.lemonademag.com

เรื่องน่าสนใจ