กระดูกกร่อน จากซิลิโคน ทำไมต้องระวัง? โดยเฉพาะคนที่เคย เสริมจมูก หรือ เสริมคาง ด้วยซิลิโคนมาแล้วหลายปี อาจไม่รู้ว่าสามารถเกิดขึ้นได้! ในยุคที่การศัลยกรรมเสริมความงามเป็นเรื่องที่เข้าถึงง่ายขึ้น หลายคนเลือกที่จะเสริมจมูกหรือเสริมคางด้วยซิลิโคนเพื่อเสริมความมั่นใจให้กับตัวเอง แต่รู้หรือไม่ว่า หนึ่งในภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นในระยะยาวคือ “อาการกระดูกกร่อน” ซึ่งหากปล่อยไว้อาจส่งผลต่อโครงสร้างใบหน้าและสุขภาพผิวหนังอย่างรุนแรง 

กระดูกกร่อน

กระดูกกร่อน จากซิลิโคน ทำไมต้องระวัง?

“กระดูกกร่อน” หรือ Bone Erosion คือภาวะที่เนื้อกระดูกเกิดการบางลง กร่อน หรือสูญเสียมวลกระดูกไปจากจุดที่มีแรงกดทับหรือเสียดสีอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้กับผู้ที่เคยเสริมจมูกหรือเสริมคางด้วยซิลิโคน โดยเฉพาะในกรณีที่วัสดุซิลิโคนที่ใช้นั้นไม่มีการออกแบบให้เหมาะสมกับโครงสร้างใบหน้าหรือมีการวางในตำแหน่งที่ไม่ถูกต้อง

ในระยะเริ่มต้นผู้ป่วยอาจไม่รู้ตัวเลยว่าเกิดอาการนี้ขึ้น เพราะไม่มีอาการเจ็บหรือผิดปกติชัดเจน แต่เมื่อเวลาผ่านไปหลายปี อาจพบว่าจมูกหรือคางเริ่มผิดรูป เบี้ยว หรือยุบลงอย่างเห็นได้ชัด

กระดูกกร่อน

สาเหตุหลักของกระดูกกร่อนหลังศัลยกรรม

แรงกดทับจากซิลิโคนระยะยาว
ซิลิโคนที่วางบนกระดูกโดยตรงโดยไม่มีชั้นเนื้อเยื่อรองรับ อาจสร้างแรงกดทับต่อเนื่อง ทำให้กระดูกบางลงหรือยุบตัวในระยะยาว

วัสดุซิลิโคนไม่เหมาะสม
การเลือกใช้ซิลิโคนที่แข็งเกินไป หรือรูปทรงไม่เข้ากับสรีระของแต่ละบุคคล อาจทำให้เกิดแรงเสียดสีและความเครียดกับกระดูกโดยตรง

เทคนิคการผ่าตัดที่ไม่ถูกต้อง
หากศัลยแพทย์วางซิลิโคนในตำแหน่งที่กดทับกับกระดูกโดยตรง เช่น วางต่ำเกินไป หรือไม่มีการออกแบบเพื่อหลีกเลี่ยงจุดเสี่ยง อาจเร่งให้เกิดกระดูกกร่อนเร็วขึ้น

กระดูกกร่อน

การอักเสบเรื้อรังใต้ผิวหนัง
แม้ไม่มีอาการปวดชัดเจน แต่การติดเชื้อระดับจุลภาคใต้ผิวหนังที่มีซิลิโคนอยู่ อาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของเนื้อเยื่อและโครงสร้างกระดูกได้

การกระแทกหรือการกดทับซ้ำ
ในผู้ที่เสริมคางหรือจมูกแล้วไม่ระวัง เช่น ชอบนอนคว่ำ ใช้แรงกดบริเวณนั้น หรือเกิดอุบัติเหตุ อาจเป็นตัวกระตุ้นให้กระดูกเริ่มกร่อนได้

อาการ “กระดูกกร่อน” จากการเสริมจมูกหรือเสริมคางด้วยซิลิโคน เป็นสิ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้จริง แต่ไม่ได้เกิดกับทุกคน และไม่ได้เกิดทันทีหลังผ่าตัด โดยทั่วไปแล้ว ระยะเวลาที่อาจเริ่มเกิดกระดูกกร่อนโดยเฉลี่ย ใช้เวลาหลายปี เช่น 5–10 ปีขึ้นไป ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น

  • ชนิดและรูปทรงของซิลิโคน
  • การวางซิลิโคน (แนบชิดกับกระดูกหรือไม่)
  • แรงกดทับที่เกิดซ้ำ ๆ จากการเคลื่อนไหวหรือแสดงสีหน้า
  • สภาพร่างกายของแต่ละคน เช่น ความหนาของเนื้อเยื่อบริเวณนั้น

กระดูกกร่อน

สัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม

แม้อาการกระดูกกร่อนจะไม่แสดงอาการทันทีหลังศัลยกรรม แต่ก็มีสัญญาณบางอย่างที่ควรสังเกต เช่น

  • จมูกหรือคางเริ่ม “เบี้ยว” หรือผิดรูปจากเดิม
  • สังเกตว่ารูปหน้าเปลี่ยน เช่น จมูกดูแบนลง คางสั้นลง
  • มีอาการเจ็บหรือระบมบริเวณที่ใส่ซิลิโคน
  • ผิวหนังบริเวณนั้นเริ่มบาง จนเห็นขอบซิลิโคนชัดเจน
  • มีรอยแดง หรืออักเสบเป็นระยะ

กระดูกกร่อน

การรักษาเมื่อพบว่ากระดูกเริ่มกร่อน

แนวทางการรักษาจะขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงของอาการ โดยทั่วไปจะเริ่มจาก

  1. เอ็กซ์เรย์หรือ CT Scan เพื่อประเมินความเสียหายของกระดูก
  2. ผ่าตัดนำซิลิโคนออก และทำความสะอาดเนื้อเยื่อบริเวณรอบ ๆ
  3. พักฟื้นร่างกาย ให้เนื้อเยื่อและกระดูกฟื้นตัวก่อนตัดสินใจทำศัลยกรรมใหม่
  4. ใช้วัสดุใหม่ที่ปลอดภัยกว่า เช่น Gore-Tex หรือซิลิโคนที่มีการออกแบบเฉพาะบุคคล
  5. ฟื้นฟูโครงสร้างกระดูก ในบางรายอาจต้องใช้วัสดุปลูกกระดูก หรือกระดูกเทียม

กระดูกกร่อน

วิธีป้องกันกระดูกกร่อนจากซิลิโคน

เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหากระดูกกร่อนจากการเสริมซิลิโคน ควรคำนึงถึงสิ่งต่อไปนี้:

  • เลือกทำศัลยกรรมกับแพทย์ที่มีประสบการณ์ และได้รับการรับรองจากแพทยสภา
  • ตรวจสอบให้แน่ใจว่าใช้ซิลิโคนที่ได้รับมาตรฐานทางการแพทย์
  • หลีกเลี่ยงการเสริมแบบวางซิลิโคนบนกระดูกโดยตรง โดยไม่มีเนื้อเยื่อรองรับ
  • หมั่นสังเกตความเปลี่ยนแปลงของรูปหน้า หรือความรู้สึกผิดปกติ
  • ตรวจสุขภาพซิลิโคนอย่างน้อยทุก 1-2 ปี โดยเฉพาะหลังเสริมมาเกิน 5 ปี

แม้การเสริมจมูกหรือคางด้วยซิลิโคนจะช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับหลาย ๆ คน แต่หากละเลยการดูแลหรือเลือกใช้บริการที่ไม่ได้มาตรฐาน อาจเสี่ยงต่อปัญหานี้ ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงและซับซ้อน การเลือกแพทย์ที่เชื่อถือได้ และติดตามสุขภาพของซิลิโคนอย่างสม่ำเสมอ จึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม

เนื้อหาโดย Dodeden.com

สนใจหาข้อมูลและปรึกษาศัลยกรรมได้ที่นี่

โดดเด่น
ศัลยกรรม
webdodeden

เรื่องน่าสนใจ