นพ.สมศักดิ์ คุณจักร “ศิลปะที่ถ่ายทอดสู่ใบหน้า กับศัลยกรรมความงาม ราคาหลักแสน”

dr.somsuk
indyผู้ที่อยู่ในแวดวงศัลยกรรมความงาม น้อยคนนักที่จะไม่รู้จัก คุณหมอสมศักดิ์ คุณจักร แพทย์ศัลยกรรมความงามชื่อดัง ที่โดดเด่นมากโดยเฉพาะด้านการทำจมูก เสียงลือเสียงเล่าอ้างที่บอกว่าท่านเป็นขั้นเทพทั้งด้วยฝีมือและราคา ไม่ว่าจะเป็นการทำใหม่หรือการแก้ไข ของเดิม ให้กับจุดศูนย์กลางบนใบหน้าที่ถือได้ว่าเป็นศัลยกรรมที่มีคนทำมากที่สุดก็ ว่าได้ ไปทำความรู้จักคุณหมอท่านนี้ให้ลึกซึ้ง อะไรเป็นแรงจูงใจให้คนจำนวนมากมายมั่นใจในฝีมือ และยอมจ่ายให้กับการทำสวย ในราคาหลักแสน ทั้งๆ ที่แพทย์ท่านอื่นทำในราคาเพียงหลักหมื่น จนกระทั่งถึงหลักพัน ด้วยมุมมองความคิดที่แตกต่าง แต่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังแห่งความตั้งใจและการสร้างสรรค์

ทำความรู้จัก


“ผมเรียนจบแพทย์จากที่ ม.ขอนแก่น วุฒิบัติทางด้านศัลยกรรมทั่วไป ซึ่งมีประโยชน์มากคือทำให้เรารู้พื้นฐาน โครงสร้างของอวัยวะทุกส่วนในร่างกายซึ่งสามารถนำมาต่อยอดเพื่อทำศัลยกรรม ความงามทุกอย่างได้ง่ายขึ้น ก่อนจะมาเรียนแพทย์ ผมก็ค้นหาตัวเองอยู่นาน เรียนมาแล้วหลายมหาวิทยาลัย หลายคณะ แต่รู้สึกว่าไม่ใช่ตัวเรา วิศวะก็เรียนมาแล้ว วิทยาศาสตร์ก็เรียนมาแล้ว มันก็ไม่ใช่สิ่งที่เราแสวงหา จนผมได้มาเรียนแพทย์ จึงรู้ได้ทันทีว่าการซ่อมคน การดูแลคน และการได้อยู่กับชีวิตและร่างกายคือความสุขของผม

หลังจากเรียนจบ ประมาณปี 2529 ก็เป็น Staff อยู่ที่นั่น ตอนนั้นยังไม่มีเทรนด์ของการทำศัลยกรรมเพื่อความงาม มีแต่การศัลยกรรมเพื่อรักษา เรื่องของศัลยกรรมความงามตอนนั้นหมอทั่วไปมักจะต่อต้าน ใครทำก็มักจะทำกันที่คลินิก จะทำที่โรงพยาบาลไม่ได้ เพราะเกะกะขวางทางเขา จะเอาห้องผ่าตัดมาทำตาทำจมูกเขา ก็ไม่ให้ทำ ยังไม่มีการเรียนการสอน เพราะไม่เป็นที่ยอมรับของแพทย์ ต้องแอบไปศึกษาและไปฝึกกันเอง ไปดูงานหรือไปประชุมต่างประเทศบ้างปีละ 2-3 ครั้ง เพราะเมืองไทยยังไม่มีจัด มีแต่ที่อเมริกาและอังกฤษ ตอนนั้นพี่ชายผมเปิดคลินิกอยู่ (ศ.นพ.สมยศ คุณจักร) ผมก็ได้ไปช่วยพี่ชายบ้าง การไปดูงานก็เอาความรู้ที่ได้มาร่วมกันพัฒนา มาดัดแปลง ว่าต้องทำตรงไหน ยังไง ให้สวยงามขึ้นมาได้โดยเอาพรสวรรค์ที่มีอยู่ประกอบเข้าไป”

เทรนด์ความนิยมในการทำศัลยกรรมความงามเริ่มขึ้นเมื่อไหร่

“หลังจากนั้นอีกประมาณ 10 ปี ศัลยกรรมความงามจึงเริ่มมาบูม โดยมีสื่อและดาราเป็นตัวเสริมให้กระแสด้านนี้แรงขึ้น พอดาราทำมาแล้วสวย คนก็แห่ไปทำบ้าง จากแรกๆ ที่ทำเฉพาะในคลินิก ก็เริ่มแทรกเข้าไปตาม รพ.เอกชน เกิดรพ.เอกชนที่มุ่งเน้นด้านนี้โดยเฉพาะอย่าง รพ.ยันฮี รพ.บางมด แต่ก็ยังมีเพียงบางทีเพราะหมอบางคนก็ยังต่อต้านกันอยู่ แต่ต่อมาเมื่อทนกระแสเรียกร้องของประชาชนไม่ไหว โรงพยาบาลหลายแห่งก็เริ่มเปิดกันเป็นแถว”

รักความปราณีตสวยงาม โดยนิสัย

” ตอนสมัยเป็นนักศึกษาไปอบรมแพทย์ เป็นศัลยแพทย์ฝึกหัด คนไข้ชอบมาบ่นเรื่องแผลไม่สวย ครูอาจารย์ของเราส่วนใหญ่ไม่สนใจเรื่องการเย็บแผล แผลยาวมากท่านก็เย็บทีสองทีเสร็จ ไม่ใส่ใจ เรื่องความสวยงาม คือสนใจแต่เรื่องการรักษาโรค ทำให้โรคหายเป็นใช้ได้ แต่สำหรับคนไข้โดยเฉพาะผู้หญิงเป็นความทุกข์ทรมานของเขา ตอนนั้นผมก็ได้แต่นึกอยู่ในใจว่าทำไมไม่เสียเวลาเย็บให้เขาซะหน่อย เย็บให้ดีกว่านี้ก็เย็บได้ สำหรับผมจะเป็นการตัดไส้ติ่งก็ดี ผ่าตัดไทรอยด์ก็ดี ผมไม่เคยเย็บให้เป็นตะขาบเลย ทำแผลให้เล็กที่สุด ไม่ต้องเห็นไหมเย็บด้วย ซ่อนไหมตลอด ผมทำอย่างนี้มาตลอดชีวิต แม้จะเป็นคนไข้ที่เสียเงินหรือเป็นคนไข้อนาถา จากที่เราจะคลุกคลีทั้งกับการทำศัลยกรรมทั่วไปและการทำศัลยกรรมความงาม เราค่อนข้างเข้าใจความรู้สึกคนไข้”

ผลงานที่สั่งสม จนเกิดชื่อเสียง

“จะไปอิงถึงหลักการในการทำงาน คือศัลยกรรมทุกอย่างต้องทำให้ดีที่สุด อย่างจมูกเป็นสิ่งแรกเลยก็ว่าได้ที่ทำให้เกิดความงาม เป็นเฟอร์นิเจอร์บนใบหน้าคน เมื่อเป็นเฟอร์นิเจอร์จึงต้องพูดถึงความสวยไม่ใช่พูดถึงแต่เรื่องความโด่ง อย่างเดียว ก่อนที่จะทำทุกครั้ง ผมต้องพิจารณาคนไข้ทุกรายว่ารายนี้ ถ้าจะทำให้จมูกสวย ต้องทำอะไรให้เขาบ้าง ต้องตกแต่งลงรายละเอียดอะไรบ้าง และต้องเก็บให้หมด ไม่ใช่ว่าใส่แต่แท่งซิลิโคนอย่างเดียวพอแล้ว ออกมาเป็นยังไงก็ช่างหัวมัน จะบอกว่าฉันทำได้แค่นี้ ไม่ได้ ต้องคิดอยู่เสมอว่าจะทำยังไงให้ออกมาดีและสวยที่สุดสำหรับเขา แต่ละคนคือโจทย์คนละข้อที่เราต้องแก้ไข เพราะไม่มีใครเหมือนกัน เมื่อเขาพอใจก็จะไปบอกต่อๆ กันไป ซึ่งแตกต่างจากการโฆษณาชวนเชื่อ พอเข้ามาทำจริงแล้วไม่ดี ไม่สวย นอกจากจะไม่บอกต่อแล้ว ชื่อเสียงในด้านลบก็จะแพร่กระจายออกไปด้วย ผมจะไม่ยอมแม้แต่คนเดียวที่จะไม่สวย ต้องสวยแบบ 100% ไม่ใช่สวยแบบฟลุ๊คๆ”

งานจมูก คืองานดีไซน์ ไม่ใช่งานบล็อก

“งานจมูกเป็นงานดีไซน์ที่ค่อนข้างละเอียดกว่าการทำศัลยกรรมส่วนอื่นๆ ต้องอาศัยพรสวรรค์ ต้องมีความเข้าใจเป็นอย่างมากเพราะไม่ใช่งานสำเร็จรูปหรืองานบล็อก งานของผมที่ทำออกมาไม่เคยเหมือนกันซักคน ต้องลงมือเหลาและออกแบบด้วยตัวเองทุกชิ้น จะให้คนอื่นมาวัดให้ไม่ได้ เพราะไม่มีใครเข้าใจดีเท่ากับคนทำ ที่ทำๆ กันอยู่ทุกวันนี้ไม่ค่อยเข้าใจความสวยที่แท้จริงเท่าใดนัก มีแต่ศัลยศาสตร์ แต่ขาดศิลปศาสตร์ ไม่เช่นนั้นคงไม่มีคนมาให้แก้มากมายขนาดนี้”

ศัลยกรรมศิลปะ ราคาสูงลิ่ว?

“งานหลุยส์ก็ต้องแพงกว่าเฟอร์นิเจอร์ทั่วไป รถเบนซ์ก็ต้องแพงกว่ารถตุ๊กๆ ถ้างานของเราคือรถเบนซ์ เราก็ต้องขายใน ราคารถเบนซ์ เพราะเราเน้นที่คุณภาพไม่ใช่ปริมาณ ผมไม่ได้คิดแบบนักธุรกิจ แต่คิดแบบจิตกร จึงประเมินราคาตามคุณค่าของงาน ใครที่เห็นคุณค่างานของเราก็ทำ เราไม่ได้ไปบังคับใครหรือแม้กระทั่งจะชักชวนให้มาทำก็ไม่เคย บางคนบอกว่าปล้นกันนี่หว่าแพงขนาดนี้ ปล้นคือบังคับเอาโดยที่เขาไม่ยอม แต่นี่เขายอมเพราะเขาพอใจในงานของเรา และเราเองก็มั่นใจว่ามันคุ้มค่ากับสิ่งที่คนไข้จะต้องจ่าย ศัลยกรรมบางอย่างเมื่อพลาดไปแล้ว แก้ไม่ได้ อย่างตา 2 ชั้น บางคนไปทำมาแล้วแก้ไม่ได้ตลอดชีวิต กลายเป็นตาพิการ หรือจากตาสวยๆ หวานๆ กลายเป็นตาคนแก่ไปเลยก็มี หรืออย่างการตัดปีกจมูก ไม่ได้ทำง่าย หลายคนทำมาแล้วเสียหายหมด หมอที่ทำต้องรู้เทคนิค มีประสบการณ์และชั่วโมงบินสูง ต้องรู้ว่าใครควรทำแค่ไหน ยังไง เพื่อทำให้เขาสวยที่สุด นั่นคือความคุ้มค่า”

ความเชื่อมั่นในซิลิโคน

“ผมกล้าบอกได้เลยว่า วัสดุที่ดีที่สุดในโลกในการทำจมูกคือ ซิลิโคน เพราะเราสามารถตัดแต่งให้เป็นทรงอะไรก็ได้ จะทำให้หนา-บาง แค่ไหนก็ได้ อย่างเทรนด์ความนิยมใช้กระดูกหู หรือกระดูกส่วนอื่นๆ ของร่างกายมาเสริมมีข้อจำกัดและข้อเสียมาก อย่างกระดูกหู เอามาก็ใช่ว่าจะเอามาเสริมได้ทั้งหมด ใส่ได้แค่ช่วงปลายๆ ด้านบนก็ยังต้องใช้ซิลิโคนอยู่ดี แถมต้องเสียกระดูกที่หู เกิดแผลเป็นอีก การทำจมูกให้สวยบางครั้งไม่ต้องเสริมเลยก็ได้ แต่ใช้วิธีตกแต่งตรงนู้น ตรงนี้ เช่น ตกแต่งกระดูกอ่อน (ที่อยู่ในจมูก) บ้าง ตกแต่งเนื้อเยื่อในส่วนอื่นๆ บ้าง เพื่อให้มองแล้วสวยและดูเป็นธรรมชาติ ถ้าจำเป็นต้องเสริมก็ใช้ซิลิโคนเสริม บางคนอาจจะทำร่วมกันคือเสริมด้วย ตกแต่งเพิ่มเติมด้วย บางคนอาจจะมีการทุบแต่งกระดูกเพื่อให้โครงกระดูกเล็กลง เพื่อให้สมส่วนกับใบหน้า ต้องดูเป็นรายๆ ไปว่าแต่ละคนต้องทำอะไรบ้าง”

งานแก้ที่หนักใจกว่าการทำใหม่

“งานแก้เป็นงานที่จริงๆ แล้วผมอยากปฏิเสธ เพราะไม่มีใครอยากทำงานยาก แถมเสี่ยงด้วย โดยเฉพาะงานที่ไปฉีดมา ถ้าเรารู้ว่าที่ไหนแก้เจ๋งๆ อยากจะบอกให้เขาไปที่นั่นเลย แต่มันหายาก แทบจะไม่มีเลย บางคนแก้มาแล้วหลายครั้ง เปลี่ยนมาแล้วหลายที่ มันก็ยังไม่ดีขึ้น แล้วเราจะไล่เขาไปไหนได้ มันทำให้เราต้องฝืนคำสั่งสอนของครูบาอาจารย์ที่ไม่ให้ไปแก้งานของคนอื่น บางคนก็ได้แต่ชะลอเอาไว้ก่อน แต่ถ้าเขาเดือนร้อนมากบางทีก็ต้องทำเลย ระยะหลังๆ มานี้ ถ้ามาให้แก้แล้วคุยกันรู้เรื่อง เข้าใจตรงกันว่าต้องการอย่างไร ก็จะทำให้เลย แทบจะไม่ถามด้วยว่าทำมาจากที่ไหน จะไม่เคยไปยุยงส่งเสริมให้คนไข้ไปเอาเรื่องกับหมอคนก่อนๆ มีแต่จะห้าม บางครั้งยังบอกคนไข้ด้วยว่า หมอทุกคนตั้งใจทำทั้งนั้น ถ้าคุณไปเอาเรื่องหมอคนก่อนผมก็จะไม่ทำให้คุณ ทุกวันนี้ สังคมก็ทะเลาะเบาะแว้งกันมากเกินพอแล้ว เราจะไม่เป็นตัวเพิ่มความวุ่นวายให้สังคมอีกคน

ต่อคำครหา ว่าชอบทะเลาะกับคนไข้

“ไม่ได้ทะเลาะ แต่เราช่วยเขาคิด เพราะบางทีที่เขาบอกว่าจะเอาอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ด้วยประสบการณ์และสายตาที่เรามองจากองค์ประกอบบนหน้าเขา รู้ได้ทันทีว่าที่เขาคิดมามันผิด ก็จำเป็นต้องแนะนำ บางทีอาจจะต้องฝืนคนไข้ บ้าง แต่ไม่ฝืนความสวย ถ้าเราตามน้ำตลอด รู้ว่าทำแล้วไม่สวย แต่ก็ทำ ผลลัพธ์ก็เป็นงานของเรา อย่างบางคนบอกว่าจะเอาปลายจมูกงุ้มๆ ซึ่งไม่เหมาะกับเขาเลยซักนิด จะบอกเลยว่าทำแล้วไม่สวยนะ ทำแล้วดูแก่แน่นอน แต่ถ้าเขายืนยันที่จะทำจริงๆ ก็ต้องทำให้ แต่จะบอกคนไข้ไปเลยว่า ถ้าทำออกมาแล้วไม่สวยอย่างที่ผมบอก จะให้แก้ ผมจะคิดราคาเหมือนทำจมูกใหม่เลยนะ เพราะมันไม่ใช่คอนเซ็ปผม แล้วพอทำไปซักพักเขาก็กลับมาแก้จริงๆ คือเราพยายามจะช่วยคนไข้คิดว่าอะไรที่ดีที่สุด ไม่ควรจะโด่งกว่านี้ ไม่ควรจะสั้นหรือยาวกว่านี้ บางทีความสูงที่ต่างกันเพียงแค่มิลหรือ 2 มิลก็ทำให้หน้าดูแข็งทื่อไปเลยได้ อย่างบางคนจมูกเป็นโน้ต-อุดม มาเลย แต่จะให้ทำให้เหมือนของ หนิง-ปณิตา จะให้ผมบอกโอเคครับขึ้นเตียงเลย ผมคงทำให้ไม่ได้”

ศัลยกรรมที่ทำแล้วมีปัญหา?

“ถ้าใครบอกว่าทำแล้วไม่เคยมีปัญหาเลย คือเขาโกหก อย่างจมูก เราคิดว่าดูตรงเป๊ะแล้ว พอเขาออกจากห้องผ่าตัดกลับไป อ้าวทำไมถึงเอียง แต่ผมจะโทษตัวเองก่อน ไม่โทษคนไข้ มีปัญหาต้องแก้ไขให้คนไข้ อย่างจมูกที่ไปทำมาแล้วเอียง 100% เป็นเพราะหมอวางเอียงตั้งแต่แรก ถ้าวางตรงก็จะตรงอยู่อย่างนั้น ผมคิดว่าเราต้องพัฒนาที่ตัวเรา จับผิดที่ตัวเราก่อน งานไม้ งานเฟอร์นิเจอร์ ที่ทำออกมาแล้วไม่สวย ไม่ดี ผิดที่เจ้าของบ้านเลือกช่างไม่ดี หรือว่าช่างไม่มีฝีมือ อันนั้นต้องคิด”

ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการฉีด

“แพทย์หลายคนมักแนะนำคนไข้ว่า ถ้าอยากเสริมจมูกให้ ลองฉีดไปก่อน เพราะจะสลายไปเอง ซึ่งผมกล้ายืนยันตรงนี้เลยว่าไม่ใช่ ผมเองก็ไม่ได้ต่อต้านเรื่องการฉีดเพราะตัวเองก็ทำอยู่ แต่เราแก้เรื่องนี้มาเยอะมาก ฟิลเลอร์ชนิดใดก็ตาม การฉีดต้องมีเทคนิกที่ถูกต้อง การฉีดในปริมาณมากเกินไปจนกระทั่งเนื้อแยกออกจากกันจนเส้นเลือดเข้าไปไม่ถึง ฟิลเลอร์นั้นจะสลายได้อย่างไร อย่างจมูกบางคนฉีดมาจนป่อง จนเหมือนมีน้ำอยู่ข้างใน สลายไม่ได้โดยเฉพาะปลายจมูก การฉีดก็ต้องรู้ด้วยว่าคนไหนควรฉีด คนไหนไม่ควรฉีด ถ้าโครงสร้างจมูกไม่มีก็ไม่ควรฉีด ถ้าจมูกเตี้ยมาก ฉีดไปแล้วจะกระจายออกข้างๆ จนจมูกไม่มีทรวดทรงองค์เอว แต่ถ้ามีโครงสร้างดีอยู่แล้ว ขาดไปเพียงนิดๆหน่อยๆ ก็ไม่จำเป็นต้องเสริมใช้วิธีฉีดจะสะดวกและถูกกว่า แต่อย่าคิดว่าฟิลเลอร์จะฉีดยังไงก็ได้ เดี๋ยวก็สลายตัวหมด อันนั้นไม่ใช่”

กับความสวยงาม ที่นับวันยิ่งสับสน

” บางทีทำผมเครียดและเหนื่อยมาก กับการทำศัลยกรรมแบบขาดสติ ถ้าทำนิดๆ หน่อยๆ แล้วทำให้คนไข้สวย น่ารักขึ้นมา อันนั้นผมมีความสุข แต่บางคนทำเสร็จ อีก2-3วันมาอีกแล้วด้วยอีกเรื่องนึง อีกเดือนนึงอยากแก้ตรงนี้ พอผ่านไปอีกปีนึงอยากแกตรงนั้น ผมจะเริ่มไม่มีความสุขแล้ว คุณน่าจะมีความสุขไปตั้งแต่ปีที่แล้วนี่นา แต่คุณยังมาหาผมไม่หยุดไม่หย่อน คุณทำไป แล้วคุณไม่มีความสุขเลยเหรอ เมื่อไหร่คุณถึงจะมีความสุข จะจบที่ตรงไหน ทุกวันนี้ทุกคนพากันบอกว่าตัวเองไม่สวยหมดเลย แต่ถ้าเป็นดาราคือสวย ถ้าเป็นศิลปินก็ต้องเกาหลีที่ สวย ที่หล่อ เริ่มเพี้ยนกันไปใหญ่แล้ว บางคนผมดูว่าเขาสวยมากเลยนะ สวยยิ่งกว่าดาราบางคนอีก เขาก็ยังบอกว่าเขาไม่สวย ไม่รู้ว่าเอาอะไรเป็นเกณฑ์ โดยส่วนตัวจริงๆ แล้วผมเป็นพวกอนุรักษ์นิยม คือนิยมความเป็นธรรมชาติ ยอมรับการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติ ซึ่งมันอาจจะดูขัดแย้งกับงานที่ผมทำอยู่ แต่ผมมองว่าตอนนี้ทุกคนกำลังหนีความจริง แสวงหาแต่ความสวยความงามโดยขาดสติ เหมือนบ้าคลั่ง เหมือนเสพติด บางคนไม่มีเงินทำ มาขอต่อรองบ้าง ขอไปขายโน่นขายนี่ ขายสมบัติมาก่อนบ้าง ขอไปเปียแชร์บ้าง แค่เรื่องวางแผนการเงินก็ผิดแล้ว ยังคิดไม่ออกว่าอะไรคือสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิต แทนที่จะมาพัฒนาสมอง พัฒนาขีดความสามารถเพื่อใช้ทำมาหากิน กลับมุ่งเน้นแต่จะทำให้ตัวเองสวยหรือหล่อขึ้น ถ้าสวย-หล่อแล้วไปทำมาหากินได้ โอเคทำไปแล้วมันก็คุ้ม แต่ส่วนใหญ่ไม่ใช่ บางคนจะมาทำทั้งที่ยังเด็กอยู่เลยสมควรมั๊ย เยาวชนเป็นอย่างนี้กันแทบจะทั้งประเทศเอาแต่พัฒนาผิวหนังไม่พัฒนาสมอง เมื่อคอนเซ็ปไม่ถูกตั้งแต่แรก เวลาคนไข้เข้ามาปรึกษาจึงคุยกันนานมาก บางทีพอผมเสียงดังก็กลายเป็นว่าไปทะเลาะกับคนไข้ จริงๆ แล้วต้องการจูงให้ความคิดของเขากลับมาเข้าที่เข้าทาง คุณจะสร้างความมั่นใจไปทำไม มั่นใจแต่ไม่มีงานทำ มั่นใจแล้วนอนอยู่บ้าน นั่งมองตัวเองอยู่หน้ากระจก ผมคิดว่าไม่ถูกต้อง สิ่งนี้เองที่ขัดกับงานที่เราทำอยู่ ”

อย่าใช้เทคนิคการค้า โดยปราศจากฝีมือ

“เดี๋ยวนี้มีการเรียนบริหารธุรกิจเพิ่มเติมไปเกือบทุกสาขา เป็นการเอาธุรกิจเข้าไปประกอบในงานทุกด้าน ไม่เว้นแม้แต่ด้านการแพทย์ ซึ่งบางครั้งผมมองว่าเป็นความเลวร้ายของความเป็นอยู่ของคนในปัจจุบันถ้าเอา ธุรกิจไปแข่งขันกันแบบเอาเป็นเอาตาย ไม่ใช่การขายฝีมือ หมอเองก็ชอบทะเลาะกันเอง ลอบกัดกันเอง ฉันทำได้ คนนี้ทำไม่ได้ แจ้งจับกันบ้าง อะไรบ้าง ทำไมคุณไม่ทำงานของคุณไปให้ดีที่สุด ถ้าคุณมั่นใจว่าคุณมีฝีมือ มีความสามารถ ทำให้คนไข้มีความสุขได้ คุณก็ทำของคุณไปซิแล้วเอาผลงานมาพิสูจน์ ผมไม่เคยไปโจมตีใคร ไม่เคยไปว่าใคร หลายคนใช้เทคนิคการค้าโดยปราศจากฝีมือ”

งานศัลยกรรมความงามในอนาคต

“ถ้าผู้บริโภคยังแห่กันบริโภค ศัลยกรรมความงามทั้งหลาย ก็ยิ่งเบ่งบานในแง่ของดีมาน-ซัพพลาย ผมตอบได้ว่าธุรกิจนี้มีแต่ว่าจะขยายตัวและไม่มีวันตาย อะไรก็ตามที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ไม่ว่าจะเป็นการทำศัลยกรรม ผิวหนัง หรือเครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์ต่างๆ ถ้าทำให้คนสวยได้ก็ขายได้ ประสิทธิภาพถ้ายิ่งดีก็จะยิ่งจีรังยั่งยืน ถ้าหลอกลวงหรือไม่มีฝีมือก็จะค่อยๆ ตายไปในที่สุด แพทย์ในวงการนี้จึงต้องช่วยกันพัฒนาฝีมือตัวเองให้ดีๆ แทนที่จะไปเที่ยวติของคนอื่น งานด้านนี้ถึงจะเจริญ”

 

โพสโดยสมาชิก minny Bermuda

ขอบคุณที่มา cosmetic

เรื่องน่าสนใจ