ฝ่ามรสุมข่าวสามีแอบกิ๊กกั๊กกับ “เจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ” มาได้ แต่ก็ไม่วายโดนจับตามองว่าทำไม “แพม อรอาภา” ถึงกับต้องเปลี่ยนชื่อเป็น “สิตามนินทร์ สุสมาวัตนะกุล พูนทรัพย์มณี” เรียกว่าเปลี่ยนทั้งชื่อจริงและนามสกุล

งานนี้เจ้าตัวได้ออกมาเคลียร์ปัญหาคาใจในงาน “The Gift of Everlasting Beauty” เปิดตัว 4 ลวดลายพิเศษบนขวดเฟเชียล ทรีทเมนท์ เอ็สเซ็นส์ และชุดผลิตภัณฑ์พิเศษจาก เอสเค-ทู” ณ ศูนย์การค้าสยามพารากอน พร้อมสามี “ท็อป ณัฐเศรษฐ์ พูนทรัพย์มณี”

11.jpg

 

โดยยืนยันว่าเปลี่ยนชื่อนามสกุลแก้เคล็ดเพื่อให้ส่งผลดีต่อธุรกิจไม่เกี่ยวกับข่าวฉาว อีกทั้งการควงแขนออกงานถี่ในระยะหลังๆ ก็ไม่หวังสยบข่าวด้วยการโชว์หวาน

แพม : “ที่เปลี่ยนชื่อเพราะที่บ้าน ครอบครัวเปลี่ยนนามสกุลกัน ก็เลยถือโอกาสเปลี่ยนชื่อไปด้วยเลย เปลี่ยนเพื่อให้เป็นศิริมงคล ให้ชีวิตดีขึ้น เราอยากเปลี่ยนเพื่อให้มีสิ่งดีๆ เกิดขึ้น เราเลยเปลี่ยนเพื่อมองหาสิ่งดีๆ ซึ่งเปลี่ยนแล้วก็รู้สึกว่าชีวิตมันดีขึ้น”

ท็อป : “ก็มีการคุยกันก่อนเพราะคุณแพมเขาใช้นามสกุลผมอยู่ เราก็คุยกับที่บ้าน มันเป็นเรื่องของธุรกิจ เขาทำเพื่อสร้างความชัดเจนในเรื่องของการทำธุรกิจเพื่อไม่ให้เกิดความสับสนกัน ของผมไมได้เปลี่ยนอะไร ของผมลูกผู้ชายคนเดียว แล้วผมก็มีธุรกิจของผมเหมือนกัน

ซึ่งมันต้องมีความชัดเจนทางด้านการทำงานกับทางธุรกิจทางบ้านผม มันก็ชัดเจนเมื่อเราโตขึ้นมา เรื่องของนามสกุลเอง เรื่องของการทำธุรกิจทางบ้านมันเป็นสิ่งที่มาคู่กัน ของแพมเองเขาก็ชัดเจนเหมือนกัน เราก็เป็นชีวิตคู่ที่สองครอบครัวเราเน้นเรื่องของการทำธุรกิจเป็นหลัก”

ยันสวีตถี่ขึ้นไม่เกี่ยวต้องการสยบข่าว บอกยุ่งทั้งคู่ หาเวลาหวานลำบาก

แพม : “(หัวเราะ)ก็เหมือนเดิมนะ จริงๆ เราเองไปไหนมาไหนด้วยกันบ่อย ก่อนหน้านี้ก็เหมือนกัน มีไปกันเรื่อยๆ แต่บางทีช่วงที่ยุ่งมากๆ อาจจะไม่มีโอกาสไปไหนด้วยกันเท่าไหร่ (คนมองสยบข่าว) ไม่ได้คิดว่าต้องสยบอะไรนะ เราก็ใช้ชีวิตปกติอยู่ การหาเวลาไปเที่ยวด้วยกันสองคนเราเป็นอะไรที่ยากมากทีเดียว”

ท็อป : “เสาร์-อาทิตย์นี้เราก็พยายามจะไปเที่ยวกันแต่ก็ยังไม่คอนเฟิร์มเสียทีว่ายังไง แต่เราก็พยายามเพราะอาทิตย์หน้าผมต้องไปทำงานต่างประเทศอาทิตย์กว่า แล้วเดี๋ยวคุณแพมเองก็จะต้องเดินทางเหมือนกัน จะได้เจอกันอีกทีก็อาทิตย์โน้นเลย

เราก็เลยอยากจะหาเวลาอยู่ด้วยกัน เที่ยวด้วยกันก่อนจะเดินทาง ก็คงหาเที่ยวใกล้ๆ ถ้าว่างปุ๊บเราก็ต้องหาเวลาทันที แพลนทันทีว่าจะไปไหนดี ซึ่งปกติเรากลัวเหงาก็จะดึงพี่ๆ ไปด้วย นี่ก็ชวยพี่ภูริ (ภูริ หิรัญพฤกษ์) พี่แอน (อลิชา หิรัญพฤกษ์) ก็กำลังจัดคิวกันอยู่ว่าจะลงตัวไหม”

โวเวลาไม่เป็นอุปสรรครัก เพราะรู้จักหน้าที่ความรับผิดชอบ ปีใหม่แพลนเที่ยวญี่ปุ่น

ท็อป : “ถ้าเรามองว่ามันเป็นปัญหามันก็จะเป็นปัญหา ผมกับแพมเรามีชีวิตครอบครัวแบบนี้กันมาตั้งแต่ต้นแล้วในเรื่องของการทำงานและเวลาที่ไม่ตรงกัน เราใช้ชีวิตคู่อยู่ด้วยกันมาหลายปีแล้วจนวันนี้เราไม่ได้มองแล้วว่าเรื่องพวกนี้คือปัญหา

เรายอมรับความจริงกับมันแล้วใช้เวลากับมันให้เต็มที่ที่สุดในเรื่องของงาน ถ้ามีเวลาว่างเราก็จะมาใช้เวลาอยู่ด้วยกัน เราก็จะแบ่งเวลากันอย่างนี้ชัดเจนมาก แล้วเราไม่มีการเรียกร้องเวลาซึ่งกันและกัน เพราะแต่ละคนรู้อยู่แล้วว่าแต่ละคนมีหน้าที่ภาระรับผิดชอบที่มาตั้งแต่ตอนเราเกิดอยู่แล้ว”

 แพม : “ปีใหม่ก็แพลนว่าจะไปเที่ยวญี่ปุ่นด้วยกัน ก็จะไปกันสัก 4-5 วัน ทริปนี้ไปกับครอบครัวด้วย”

         ท็อป : “ทริปนี้วางแผนไว้นานมากแล้ว ก็วางไว้ว่าเราจะไปสโนว์บอร์ดกันครับ มันเป็นสิ่งที่เราวางกันไว้ว่าปีหนึ่งเราจะให้เวลาไปสโนว์บอร์ดครั้งหนึ่ง รอบนี้พิเศษตรงไปกับครอบครัวด้วย ซึ่งปกติปีใหม่เราก็จะให้เวลากับครอบครัวอยู่แล้ว ตอนนี้เราวางแผนทริปของปีหน้ากันแล้ว แพลนไปถึงเดือน 6-7 แล้ว ตอนนี้แพมเขากำลังผลักดันผมอยู่ว่าจะไปไหนกันดี ก็ต้องวางข้ามปีกันขนาดนี้เลย”

แพม : “เราจะแพลนกันยาว ด้วยเวลาเราไม่ค่อยมี กว่าจะว่างตรงกันเลยต้องแพลนกันล่วงหน้า บางทีวันเสาร์-อาทิตย์เรายังทำงานกันเลย”

แพมเผยลังเลเรื่องมีลูก หวั่นเลี้ยงลูกไม่ไหว

แพม : “พักไว้ก่อนค่ะ ยังยุ่งอยู่ ยังไม่พร้อม ด้วยเวลาสำหรับเราเองตอนนี้ก็ยังไม่มีเลย ที่บ้านเขาก็ถามกันมานานแล้วจนตอนนี้เลิกถามไปแล้ว”

ท็อป : “เขาก็เห็นว่าเรายุ่งกันมาก เวลาที่จะเจอครอบครัวยังไม่มีเลย ขนาดว่าบ้านอยู่ใกล้กันมาก แต่เวลามันไม่ได้ เราเองสองคนจะเจอกันทียังต้องนัดกัน เขาเห็นไลฟ์สไตล์ของเราสองคนเขาเลยเข้าใจ เพราะที่เรายุ่งมันก็เกิดจากงานของเราเองและธุรกิจครอบครัวเราด้วย พ่อแม่ทั้งสองฝั่งเลยไม่ได้ว่าอะไร”

  แพม : “เรื่องลูกยังคิดไม่ตกเลย ไม่แน่ใจเหมือนกัน ยังลังเลว่าจะมีหรือไม่มีดี ยังไม่รู้ ด้วยอาจจะเวลาตอนนี้ด้วย รู้สึกว่าใช้ชีวิตก็เหนื่อยแล้วถ้าเกิดว่ามีลูกอีกคงจะเลี้ยงไม่ไหว เวลาเห็นลูกคนอื่นเขาก็อยากจะมี”

         ท็อป : “เราเองชอบเด็ก พอเห็นเด็กเราก็อยากมี แต่พอเรากลับมาดูตัวเองว่าลึกๆ แล้วเราเองอยากจะมี แต่ไลฟ์สไตล์ ณ ตอนนี้คงจะไม่ค่อยพร้อมสักเท่าไหร่ ตอนนี้ก็เก็บเกี่ยวช่วงเวลาที่เราได้อยู่ด้วยกันก่อน แบบว่าหาเวลาทานข้าวเย็นด้วยกันก่อนไหมอะไรอย่างนี้”

557000010251702

ท็อปรับตรวจสุขภาพชุดใหญ่ เจอโรคประหลาดหยุดหายใจขณะนอนหลับ หายใจทางจมูกได้ข้างเดียว เผยไม่เครียดเพราะเชื่อมือหมอสมัยใหม่

       ท็อป : “ไปเช็กร่างกายมาชุดใหญ่เลย ด้วยความที่เราดูแลเรื่องของอาหารการกิน การออกกำลังกายอยู่แล้ว แต่ยังไม่มีเวลาไปเช็กร่างกายจริงจัง ปีนี้เลยเช็กชุดใหญ่สองวันเลย ไปนอนที่โรงพยาบาล น้ำตาล คอเลสเตอรอลเพอร์เฟ็กต์หมด

แต่จะมีเรื่องของสมองและหัวใจ เรียกว่าเป็นโรคหยุดหายใจขณะนอนหลับ คุณหมอก็ชี้แจงให้ฟังทางโทรศัพท์ แล้วก็ต้องเตรียมส่งเครื่องมือมาให้ใช้ขณะนอนหลับ หลายคนเป็นห่วงเพราะผมนอนน้อยมาก ด้วยความที่เราทำงานหลายอย่าง เลยจะไม่ค่อยได้พักผ่อนเสียเท่าไหร่ ในขณะที่พักผ่อนก็เหมือนจะไม่ได้พักผ่อนจริงๆ ตอนนอนออกซิเจนดันไม่ขึ้นไปเลี้ยงหัวสมอง คุณหมอจับได้ว่าในช่วงที่ผมหลับ หนึ่งชั่วโมงผมหยุดหายใจไป 12 ครั้ง ถามว่าเครียดไหมก็ชิลมากนะ (หัวเราะ)

557000010323602

       แพม : “ไม่เครียดค่ะ เดี๋ยวนี้ก็มีอุปกรณ์ เครื่องมือที่ช่วยเราได้ เรื่องอาหารการกินเราดูแลเป็นพิเศษมาตลอดอยู่แล้ว”

ท็อป : “คุณหมอบอกว่าถ้าเป็นคนอื่นคุณหมอจะให้ดูแลในเรื่องของการดูแลตัวเอง การทานอาหาร ออกกำลังกาย แต่ผมดูแลตรงนี้มาดีอยู่แล้ว ทุกอย่างเพอร์เฟ็กต์มาก แต่ติดอย่างเดียวคือนอนแล้วไม่หายใจ ที่ผมไปเช็กด้วยจากเรื่องของทางเดินหายใจของผมมีปัญหา

เพราะผมหายใจได้แค่ข้างเดียว เป็นมานานแล้ว มีช่วงหนึ่งตอนทำงานจะเป็นปัญหามาก เลยไปเช็กร่างกายว่าจริงๆ แล้วเป็นเพราะว่าเราหายใจแบบนี้ เป็นเพราะโพรงจมูกของเรา ถ้าเป็นที่โพรงจมูกก็ต้องผ่าตัด แต่คุณหมอสรุปให้ว่าไม่ต้องผ่าตัดแต่ให้ใช้เครื่องไป

คุณหมอเองก็ไม่ได้ระบุสาเหตุให้ว่ามาจากอะไร คนอื่นอาจจะมีสาเหตุมาจากน้ำหนักเยอะ ของผมอาจจะหลายๆ อย่างรวมๆ กัน เป็นที่จมูกผมด้วยส่วนหนึ่ง คุณหมอบอกให้ลองใช้เครื่องตอนนอนไปก่อน หวังว่าจะดีขึ้น ผมไม่อยากให้มันแย่ลง หมอบอกผมยังพออยู่ได้”

557000010323603

บอกรับงานอีเวนต์ไว้คลายเครียด เชื่อโรคประหลาดไม่กระทบชีวิตปกติ

ท็อป : “บอกตรงๆ การรับงานอีเวนต์อะไรต่างๆ เป็นงานคลายเครียดของผม เป็นงานที่ผมใช้ผ่อนคลายตัวเองแม้จะเอาเวลาของผมไปเยอะเหมือนกัน แต่ที่ผมเครียดคืองานที่บริษัทที่ต้องดูแลพนักงาน 2 พันกว่าคนเป็นสิ่งที่ผมค่อนข้างเครียดมาก

แต่ผมก็ไม่ได้อะไรเพราะมันเป็นธุรกิจครอบครัวและผมเองก็ค่อนข้างสนุกกับมันด้วยเหมือนกัน ก็คงไม่สามารถหยุดอะไรได้ ณ ตอนนี้ คงจะใช้ชีวิตปกติเหมือนเดิมทุกอย่าง หวังว่าเครื่องนี้จะช่วยผมให้ดีขึ้นได้”

 

ที่มา http://www.manager.co.th/Entertainment/ViewNews.aspx?NewsID=9570000137308

 

เรื่องน่าสนใจ