ที่มา: dodeden

นายแพทย์วิศิษฎ์  ตั้งนภากร อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (กรมสบส.) กระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ว่าขณะนี้สภาพอากาศประเทศไทยเริ่มหนาวเย็น ซึ่งเอื้อต่อการเจริญเติบโตของเชื้อไวรัสได้ดี จะส่งผลให้ประชาชนป่วยเป็นโรคทางเดินหายใจมากขึ้น

โดยเฉพาะโรคที่พบมากคือไข้หวัดและไข้หวัดใหญ่  ซึ่งเชื้อโรคต้นเหตุคือเชื้อไวรัส หลังติดเชื้อร่างกายจะค่อยๆ สร้างภูมิต้านทานขึ้นมาและอาการจะค่อยๆ ดีขึ้นเอง

อย่างไรก็ตามมีประชาชนจำนวนมากยังเข้าใจผิด เมื่อเป็นไข้หวัดมักซื้อ ยาแก้อักเสบหรือยาปฏิชีวนะมากินเอง เพราะเชื่อว่ารักษาไข้หวัดหายเร็วขึ้น ซึ่งข้อเท็จจริงนั้น ยาแก้อักเสบ ใช้รักษาโรคไข้หวัดทุกชนิดไม่ได้ผล และทำให้เกิดปัญหาใช้ยาเกินความจำเป็น

depositphotos_42171043_m-2015

เนื่องจากยาแก้อักเสบใช้สำหรับรักษาโรคที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียเท่านั้น เมื่อนำมารักษาไข้หวัดที่เกิดจากเชื้อไวรัสจึงไม่ผลแต่อย่างใด  ซึ่งเรื่องนี้ กรมสบส.ได้ให้อสม.ทุกหมู่บ้านประชาสัมพันธ์ให้ความรู้ที่ถูกต้องแก่ประชาชนในการดูแลรักษาไข้หวัดให้ถูกวิธี

รวมทั้งวิธีการป้องกันโรคและป้องกันการป่วยจากโรคแทรกซ้อนโดยเฉพาะโรคปอดบวมหรือปอดอักเสบ ซึ่งพบได้บ่อยในผู้ที่ป่วยเป็นไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่  ในปี 2559 นี้ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม -31 ตุลาคม  สำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค รายงานทั้ง 77 จังหวัดมีผู้ป่วยปอดบวมสะสม 201,817 ราย  เสียชีวิต  305 ราย

วิธีการดูแลรักษาผู้ที่เป็นไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ที่ถูกต้องและได้ผลก็คือ งดการออกกำลังกาย สวมเสื้อผ้าให้ความอบอุ่นร่างกายให้เพียงพอ นอนพักผ่อนให้มากๆ รับประทานอาหารที่ย่อยง่าย สวมหน้ากากอนามัย เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อแพร่สู่คนอื่น  ล้างมือฟอกสบู่บ่อยๆ เพื่อกำจัดเชื้อโรคออกจากมือ  ดื่มน้ำอุ่นบ่อยๆ เพื่อช่วยขับเสมหะออกมาจากทางเดินหายใจได้ง่ายขึ้น   อาการจะค่อยๆดีขึ้น

โดยหากอาการไม่ดีขึ้นใน 2 วัน  และมีไข้สูงขึ้น หรือไอ เจ็บหน้าอก หรือเหนื่อยผิดปกติ ให้รีบพาไปพบแพทย์เพื่อรักษาโดยเร็ว

ในกรณีที่เป็นเด็กเล็ก  ขอให้ผู้ปกครองสังเกตอาการ  หากเด็กซึมลง ไม่กินน้ำ ไม่กินนม มีไข้สูง ไอ หายใจลำบาก หายใจหอบเร็ว  ซึ่งเป็นสัญญาณของโรคปอดบวม ขอให้รีบพาไปพบแพทย์โดยเร็ว

สำหรับการป้องกันไข้หวัด และไข้หวัดใหญ่ ขอให้ประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มที่ต้องดูแลเป็นพิเศษได้แก่ผู้สูงอายุ เด็กเล็ก ผู้มีโรคประจำตัว

เช่น โรคหัวใจ โรคเบาหวาน โรคไตวายเรื้อรัง เนื่องจากมีภูมิต้านทานโรคต่ำ  ขอให้สวมเสื้อผ้าหนาๆให้ความอบอุ่นร่างกายให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงการเข้าไปอยู่ในที่มีผู้คนแออัดโดยไม่จำเป็น หมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยวันละ 30 นาที 

สัปดาห์ละอย่างน้อย 3-4 ครั้ง  ยึดหลักกินอาหารที่มีประโยชน์และปรุงสุกใหม่ๆ โดยเฉพาะผักสดผลไม้สด ซึ่งมีวิตามิน ช่วยสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคให้ร่างกาย ใช้ช้อนกลางตักอาหาร และหมั่นล้างมือฟอกสบู่บ่อยๆ  ภายหลังสัมผัสสิ่งของสาธารณะที่ใช้ร่วมกันมาก เช่นปุ่มลิฟต์ บันไดเลื่อน ลูกบิดประตู แป้นคีย์บอร์ด เป็นต้น

ในกลุ่มของหญิงหลังคลอดแนะนำให้เลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวอย่างน้อย 6 เดือน เด็กจะได้รับภูมิต้านทานจากแม่ผ่านทางน้ำนม ซึ่งผลการวิจัยทั่วโลกยืนยันตรงกันว่าป้องกันเด็กป่วยได้หลายโรค เช่นโรคปอดบวม โรคอุจจาระร่วง

thumbnail_4-11-59

เรื่องน่าสนใจ