
กลายเป็นประเด็นที่คนที่รักสวยรักงาม รักการศัลยกรรมทุกคนต้องสนใจกันอย่างมาก ว่าประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งถือว่าเป็นประเทศผู้นำในวงการศัลยกรรมพลาสติกของโลกเลยก็ว่าใด้ ที่ว่ากันว่ามีมาตราฐานและเทคนิคที่ดี แต่ก็ไม่ได้จะการันตรีว่า ปลอดภัย 100%

รายงานล่าสุดจากทีมวิจัยของ National Forensic Service (หน่วยงานนิติเวชของรัฐ) ที่วิเคราะห์บันทึกการชันสูตรศพ พบว่าในช่วงปี 2016–2024 มีผู้เสียชีวิต 50 ราย ที่เชื่อมโยงกับการทำศัลยกรรม/หัตถการเพื่อความงาม โดยเป็นผู้หญิง 41 ราย ผู้ชาย 9 ราย
จากจำนวนผู้เสียชีวิตมีชาวต่างชาติเสียชีวิตสูงถึง 14 รายคิดเป็น 28% และในปี 2024 เพียงปีเดียวมีผู้เสียชีวิตมากถึง 13 ราย (ตัวเลขเหล่านี้มาจากการชันสูตรอย่างเป็นทางการ ตัวเลขจริงอาจจะสูงกว่านี้)
จากงานวิจัยพบว่าการเสียชีวิต เกือบครึ่งหนึ่ง มากจากยาสลบ หรือการดมยาสลบ ถึง 23 ราย รองลงมาคือภาวะแทรกซ้อนจากการผ่าตัด เสียชีวิต 16 ราย และยังมีกรณีแพ้รุนแรง (anaphylaxis) และโรคประจำตัวร่วมด้วย ประเด็นนี้สะท้อนให้เห็นว่า “ความเสี่ยงไม่ได้อยู่ที่การผ่าตัดเพียงอย่างเดียว” แต่รวมถึงระบบการเฝ้าระวังสัญญาณชีพ ความพร้อมทีมของทีมวิสัญญีแพทย์ดมยา และการรับมือภาวะฉุกเฉินแบบวินาทีต่อวินาที

เพราะ “การท่องเที่ยวเชิงศัลยกรรม” ยังเติบโตต่อเนื่อง ทางการเกาหลีประกาศว่าปี 2024 มีผู้เดินทางเข้ามาเพื่อทำหัตถการทางการแพทย์เกือบ 1 ล้านคน และมีการใช้จ่ายด้านการแพทย์จำนวนมากในหมวดที่เกี่ยวข้องกับความงาม
ยิ่งนักท่องเที่ยวเดินทางมากขึ้น เคสก็มากขึ้นตาม และความเสี่ยงก็ยิ่งต้องมากขึ้นเป็นเงาตามตัวไปด้วย เพราะฉะนั้นยิ่งต้องมี “การควมคุมด้วยมาตรฐาน” ไม่ใช่เอาแต่โชว์ “คำโฆษณา”
ต่อให้ทำในประเทศไหนก็ตาม (รวมถึงประเทศที่ขึ้นชื่อที่สุด) ข้อนี้ช่วยลดความเสี่ยงได้จริง:
ถามให้ชัดว่าใครเป็นคนดมยา (มีวิสัญญีแพทย์หรือไม่ / อยู่ตลอดเคสหรือไม่)
มีเครื่องมอนิเตอร์มาตรฐานห้องผ่าตัด วัดสัญญาณชีพครบ และมีบันทึกระหว่างผ่าตัด
มีทีมและระบบฉุกเฉินที่ดี: ยากู้ชีพ อุปกรณ์การช่วยหายใจ เครื่องปั๊มหัวใจ และขั้นตอนการส่งต่อไปห้องฉุกเฉินโรงพยาบาล
ประเมินโรคประจำตัวก่อนผ่าตัดจริงจัง (ความดัน เบาหวาน หัวใจ ภูมิแพ้ ฯลฯ)
ไม่เร่งขาย ไม่เร่งตัดสินใจ โดยเฉพาะแพ็กเกจ “ทำวันนี้ลดแรง”
อธิบายความเสี่ยงแบบเป็นตัวเลข/เป็นขั้นตอน ไม่ใช่พูดว่า “ปลอดภัย 100%”
มีการนัดติดตามหลังผ่าตัด พร้อมช่องทางติดต่อฉุกเฉิน 24 ชม.
ขอดูใบอนุญาตสถานพยาบาล + ทีมแพทย์ และเช็กประวัติการทำงาน/เคส
กรณีผ่าตัดใหญ่/ดูดไขมันปริมาณมาก ให้ให้ความสำคัญกับ “ที่ทำ” พอ ๆ กับ “ใครทำ”
อย่าซ่อนประวัติแพ้ยา/โรคประจำตัว เพราะส่วนใหญ่เหตุฉุกเฉินเริ่มจากการให้ “ข้อมูลไม่ครบ”
ข้อมูลนิติเวชก็ทำหน้าที่เหมือนกระจกสะท้อนว่า ต่อให้หมอจะเก่งแค่ไหนแต่ “ความเสี่ยงก็ยังมี” โดยเฉพาะเรื่องยาสลบและความพร้อมรับเหตุฉุกเฉิน


