Nick Kueh …. Mr Gay Japan 2026 คือชื่อที่กำลังเป็นที่พูดถึงในวงการ LGBTQ+ เอเชีย เพราะเขาคือชาวไต้หวันคนแรกในประวัติศาสตร์ที่ก้าวเข้าสู่รอบสุดท้ายของการประกวดอันทรงเกียรตินี้ นิค คู ไม่ใช่แค่ผู้เข้าประกวด แต่คืออาจารย์มหาวิทยาลัยผู้ใช้ชีวิตระหว่างไต้หวัน ญี่ปุ่น และไทย จนกลายเป็นสะพานเชื่อมวัฒนธรรมที่มีเรื่องราวน่าฟังอย่างยิ่ง
เรื่องราวของ “Nick Kueh” ไม่ได้เริ่มต้นจากความฝันอยากเป็นดาว แต่เริ่มต้นจากคนคนหนึ่งที่ใช้ชีวิตทั้งชีวิต “เดินทางระหว่างวัฒนธรรม” จนกลายมาเป็นสะพานเชื่อมระหว่างผู้คน เขาคืออาจารย์มหาวิทยาลัยจากไต้หวัน ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาและวัฒนธรรมญี่ปุ่น แต่นอกเหนือจากตำแหน่งในห้องเรียน เขาคือคนที่อยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับผู้คนและความเชื่อมโยงที่ซ่อนอยู่ระหว่างกัน ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์ ค่านิยม หรือระยะห่างที่มองไม่เห็น เส้นทางชีวิตของเขาพาเขาข้ามพรมแดนมาแล้วหลายครั้ง ตั้งแต่เติบโตในไต้หวัน ศึกษาต่อในญี่ปุ่น จนมาทำงานในประเทศไทย แต่ละช่วงชีวิตคือบทเรียนใหม่ในการทำความเข้าใจโลก และที่สำคัญกว่า คือการทำความเข้าใจตัวเอง

ในปี 2026 Nick Kueh ก้าวออกจากห้องเรียน เพื่อเข้าร่วมการประกวด Mr Gay Japan 2026 และกลายเป็น ชาวไต้หวันคนแรกในประวัติศาสตร์ที่เข้ารอบสุดท้ายของการประกวดนี้ เมื่อได้รับข่าว ความรู้สึกแรกที่เขาบอกคือ “ประหลาดใจ และซาบซึ้งใจ”

“การเป็นผู้เข้ารอบสุดท้ายชาวไต้หวันคนแรกหมายความว่าฉันไม่ได้เล่าแค่เรื่องของตัวเอง แต่ยังเป็นการเปิดเส้นทางให้ผู้อื่นที่อาจตามมาในอนาคต” เขากล่าว
สำหรับเขา Mr Gay Japan ไม่ใช่การประกวด แต่คือ แพลตฟอร์มสำหรับการสนทนา การสร้างการมองเห็น และการเชื่อมต่อที่มีความหมาย ซึ่งสอดคล้องกับสิ่งที่เขาสอนนักศึกษามาตลอด นั่นคือการก้าวออกจาก comfort zone และเผชิญกับโลกจริง

ด้วยประสบการณ์ที่คร่อมอยู่ระหว่างไต้หวัน ญี่ปุ่น และไทย Nick Kueh มองเห็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่อาจมองข้าม
ไต้หวัน คือผู้นำด้านสิทธิ LGBTQ+ ในเอเชีย ในฐานะประเทศแรกในภูมิภาคที่ทำให้การแต่งงานของเพศเดียวกันถูกกฎหมาย มีการถกเถียงในที่สาธารณะและการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมที่เข้มแข็ง
ญี่ปุ่น สะท้อนสมดุลระหว่างประเพณีและความทันสมัย สังคมเปิดกว้างขึ้นเรื่อยๆ แต่บุคคล LGBTQ+ ยังต้องรับมือกับความคาดหวังทางสังคมในชีวิตประจำวัน ขณะที่ชุมชน LGBTQ+ ของญี่ปุ่นนั้นเต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์และความยืดหยุ่น
ประเทศไทย โดดเด่นด้วยความเปิดกว้างและความเป็นธรรมชาติ บุคคล LGBTQ+ ปรากฏตัวในสื่อและชีวิตประจำวันอย่างไม่ฝืน และมีความอบอุ่นของชุมชนที่หาได้ยาก

หนึ่งในบทที่สำคัญที่สุดของนิค คู เกิดขึ้นในประเทศไทย ในช่วงที่เขาบอกว่าเป็น “จุดต่ำสุดในชีวิต” มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) มอบโอกาสให้เขาได้สอนในไทย และโอกาสนั้นไม่ได้แค่ช่วยพัฒนาอาชีพ แต่ช่วยให้เขาค้นพบตัวเองและทิศทางชีวิตอีกครั้ง
“ประเทศไทยกลายเป็นมากกว่าสถานที่ทำงาน มันกลายเป็นบ้านหลังที่สองของฉัน” เขากล่าว พร้อมเสริมว่าความอบอุ่น ความเมตตา และความเปิดกว้างของคนไทยคือสิ่งที่ประทับใจเขาอย่างลึกซึ้ง

นิคไม่ได้หยุดอยู่แค่ในห้องเรียน ในไต้หวัน เขาช่วยนักศึกษาจัดงาน Rainbow Festival ครั้งแรกในอำเภอผิงตง และจัด “Love Salons” บนมหาวิทยาลัย เพื่อเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้พูดคุยเรื่องความรัก ความสัมพันธ์ เพศวิถี และอัตลักษณ์
สิ่งที่ประทับใจเขาที่สุดไม่ใช่คำตอบที่ได้ แต่คือ “ความเต็มใจของคนรุ่นใหม่ที่จะรับฟังกันและกัน”

“ในฐานะนักการศึกษา ฉันเชื่อว่าการศึกษาสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงทางสังคมได้อย่างแท้จริง ในไต้หวัน ฉันช่วยนักศึกษาจัดงาน Rainbow Festival ครั้งแรกในอำเภอผิงตง สร้างพื้นที่ที่บุคคล LGBTQ+ และผู้สนับสนุนสามารถปรากฏตัวและได้รับการเฉลิมฉลองในชุมชนท้องถิ่น ฉันยังจัดงาน “Love Salons” ในมหาวิทยาลัย ซึ่งนักศึกษาได้พูดคุยเรื่องความรัก ความสัมพันธ์ เพศวิถี และอัตลักษณ์ สิ่งที่ประทับใจฉันมากที่สุดไม่ใช่คำตอบในตัวมันเอง แต่เป็นความเต็มใจของคนรุ่นใหม่ที่จะรับฟังกันและกันและมีส่วนร่วมกับมุมมองที่แตกต่าง”

เขาเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่แท้จริงไม่ได้มาจากกฎหมาย แต่มาจากการสนทนาในชีวิตประจำวันระหว่างคนธรรมดา
สำหรับใครก็ตามที่กำลังดิ้นรนกับอัตลักษณ์ของตัวเอง นิคฝากไว้ว่า
“คุณไม่จำเป็นต้องมีคำตอบทั้งหมดในทันที การทำความเข้าใจตัวเองคือการเดินทาง ไม่ใช่จุดหมายปลายทาง จงเมตตาตัวเอง อยากรู้อยากเห็น และอย่าให้ผู้อื่นมากำหนดคุณค่าของคุณ ชีวิตนี้เป็นของคุณ”



