จากผู้เข้าประกวดที่ตั้งความหวังเอาไว้เพียงการผ่านเข้าสู่รอบ Top 10 สู่ช่วงเวลาที่ชื่อของ “ปังปอนด์–ณตภณ ดิษฐบรรจง”ถูกประกาศในฐานะผู้ชนะ Mister Gay Thailand 2026 ความสำเร็จครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความตกใจ ความตื่นเต้น และความรู้สึกที่เจ้าตัวยังแทบไม่เชื่อว่าสิ่งที่ได้ยินบนเวทีเป็นเรื่องจริง

สิ่งที่ทำให้เขาโดดเด่นไม่ได้มีเพียงภาพลักษณ์บนเวที หากเป็นประสบการณ์การทำงานเพื่อสังคม ความเข้าใจปัญหาของชุมชนเพศหลากหลาย และความสามารถในการถ่ายทอดเรื่องราวจากมุมมองของผู้ที่เคยเผชิญปัญหาเหล่านั้นด้วยตัวเอง
วันนี้ ปังปอนด์เปิดใจถึงวินาทีที่ได้ยินชื่อตัวเองเป็นผู้ชนะ ความไม่มั่นใจที่เคยมี ความหมายของตำแหน่ง Mister Gay Thailand 2026 ตลอดจนสามประเด็นสำคัญที่เขาตั้งใจใช้พื้นที่จากตำแหน่งนี้ผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสังคม
วินาทีที่ได้ยินชื่อตัวเองเป็นผู้ชนะ ความรู้สึกแรกในตอนนั้นคืออะไร?
“ตกใจ ตื่นเต้น แล้วก็รู้สึกงุนงงมาก ๆ ครับ ตอนแรกยังคิดว่าตัวเองหูฟาดหรือเปล่า หรือเราฟังผิดไหม”
แม้ชื่อของปังปอนด์จะถูกประกาศอย่างชัดเจนบนเวที แต่ความรู้สึกไม่อยากเชื่อยังคงอยู่กับเขาอีกหลายวัน จนกระทั่งได้ย้อนกลับไปดูคลิปใน Instagram Story และฟังเสียงประกาศอีกครั้ง

“ผมรู้สึกแบบนั้นอยู่เป็นวัน ๆ จนได้กลับไปดู IG Story ย้อนหลัง
ฟังเสียงในคลิปอีกครั้ง ถึงได้รู้ว่า เออ ใช่แล้วแหละ เราเองจริง ๆ ครับ”
“ผมดีใจมาก และไม่คาดฝันว่าจะมาถึงจุดนี้ได้
เพราะตอนแรกคิดเพียงว่า ขอแค่ได้เข้า Top 10 ก็ดีใจและพอใจแล้วครับ”
จากความตั้งใจเพียงอยากทดสอบความสามารถของตัวเอง ปังปอนด์จึงกลายเป็นผู้ที่ได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่ง Mister Gay Thailand 2026 และเป็นตัวแทนของชุมชนเพศหลากหลายในการทำงานเพื่อสังคมต่อจากนี้

ตลอดการประกวด มีช่วงไหนที่ยากที่สุด และผ่านมันมาได้อย่างไร?
สำหรับปังปอนด์ หนึ่งในช่วงที่ยากที่สุดคือการเตรียมชุดสำหรับรอบต่าง ๆ ในวันตัดสิน เพราะเครื่องแต่งกายถือเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ผู้เข้าประกวดและผู้ชมให้ความสนใจอย่างมาก
“ผมคิดว่าช่วงที่ยากที่สุดคงเป็นรอบชุดต่าง ๆ ในวันตัดสินครับ เพราะทุกคนจะให้ความสำคัญกับชุดค่อนข้างมาก”
ขณะที่ผู้เข้าประกวดหลายคนอาจมีทีม พี่เลี้ยง สังกัด หรือนักออกแบบคอยช่วยวางแผน ปังปอนด์กลับต้องรับผิดชอบทุกอย่างด้วยตัวเอง
“ด้วยความที่ผมไม่ได้มีพี่เลี้ยงหรือสังกัดคอยดูแล ผมมาคนเดียวและดูแลตัวเองคนเดียว จึงค่อนข้างยากในการเลือกหรือออกแบบชุดครับ”
นอกจากต้องตัดสินใจเพียงลำพังแล้ว เขายังต้องจัดการทุกอย่างภายใต้งบประมาณที่จำกัดและไม่มีผู้สนับสนุนส่วนตัว
“ผมมีงบประมาณที่จำกัด และต้องตัดสินใจคนเดียว เพราะไม่มีผู้สนับสนุนเลยครับ” ปังปอนด์กล่าวพร้อมเสียงหัวเราะ
อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดเหล่านี้ไม่ได้ทำให้เขาหยุดเดินต่อ แต่กลับกลายเป็นบทพิสูจน์ว่า ความพร้อมไม่ได้หมายถึงการมีทรัพยากรมากที่สุดเสมอไป หากหมายถึงการพยายามจัดการสิ่งที่มีอยู่ให้ดีที่สุด

ก่อนมาประกวด เคยมีความกลัวหรือความไม่มั่นใจเรื่องอะไร และเวทีนี้ช่วยให้ก้าวข้ามสิ่งนั้นได้อย่างไร?
แม้ปังปอนด์จะมีประสบการณ์ทำงานเพื่อสังคมมาอย่างต่อเนื่อง แต่การก้าวเข้าสู่พื้นที่ของการประกวดทำให้เขาต้องเผชิญกับความไม่มั่นใจในตัวเอง โดยเฉพาะเรื่องหน้าตาและรูปร่าง
“ในช่วงแรก ผมไม่มั่นใจเรื่องหน้าตาและรูปร่างของตัวเองมาก ๆ ครับ”

“แม้ก่อนหน้านี้ผมจะทำงานเพื่อสังคมมาโดยตลอด แต่เมื่อลักษณะของเวทีนี้คือการประกวด ก็ไม่แปลกที่หลายคนจะมีหน้าตาหรือรูปร่างที่ดี สิ่งนี้ทำให้ผมเสียความมั่นใจไปพอสมควรครับ”
แต่เมื่อการแข่งขันดำเนินไป เขาเริ่มเปลี่ยนแปลงตัวเองผ่านการดูแลสุขภาพและใส่ใจตัวเองทีละเล็กทีละน้อย พร้อมกับค้นพบว่า เวทีแห่งนี้ไม่ได้ตัดสินผู้เข้าประกวดจากรูปลักษณ์ภายนอกเพียงอย่างเดียว
“เมื่อเข้ามาในเวที ผมได้ค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงและดูแลตัวเองมากขึ้น และเวทีก็พิสูจน์ให้เห็นว่า เขาไม่ได้วัดเราจากหน้าตาเพียงอย่างเดียวครับ”
สิ่งที่กองประกวดให้ความสำคัญยังรวมถึงมุมมอง ทัศนคติ ประสบการณ์ และความตั้งใจในการทำงานเพื่อสังคม
“เวทียังมองถึงทัศนคติ มุมมอง และการทำงานเพื่อสังคมด้วย ทำให้ผมสามารถก้าวผ่านความคิดแบบเดิม ๆ ที่มีต่อเวทีการประกวดได้”
ประสบการณ์ครั้งนี้ยังทำให้ปังปอนด์เข้าใจว่า การรักตัวเองไม่ได้เกิดขึ้นจากการบอกว่าตัวเองสมบูรณ์แบบ แต่เกิดจากการยอมรับและลงมือดูแลตัวเองอย่างต่อเนื่อง
“เวทีนี้ทำให้ผมค่อย ๆ เข้าใจการรักตัวเอง ผ่านการค่อย ๆ ดูแลตัวเองด้วยเช่นกันครับ”

สำหรับคุณ ตำแหน่ง Mister Gay Thailand 2026 มีความหมายมากกว่าการได้มงกุฎอย่างไร?
ปังปอนด์มองว่า การคว้ามงกุฎมีความสำคัญในฐานะชัยชนะของการแข่งขัน เพราะมีเพียงผู้เข้าประกวดคนเดียวเท่านั้นที่จะได้รับตำแหน่งสูงสุดและโอกาสก้าวต่อไป
แต่คุณค่าที่แท้จริงไม่ได้หยุดอยู่ที่การได้รับมงกุฎหรือสายสะพาย
“การได้มงคือการแข่งขันครับ เพราะมีที่นั่งเพียงที่เดียวที่เราจะได้ไป แต่สิ่งที่มีคุณค่ามากกว่านั้นไม่ใช่แค่มงกุฎ”
สำหรับเขา หากผู้ได้รับตำแหน่งไม่ได้ใช้พื้นที่และโอกาสที่ได้รับไปทำงานเพื่อสังคม มงกุฎนั้นก็อาจไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริง
“ถ้าคุณได้มงมา แต่ไม่ได้ทำงานเพื่อสังคม มันก็ไม่มีประโยชน์ทั้งต่อตัวคุณ ต่อกองประกวด และต่อสังคมครับ”
ตำแหน่ง Mister Gay Thailand 2026 จึงมีความหมายในฐานะความไว้วางใจจากกองประกวดและประชาชน ผู้ดำรงตำแหน่งต้องพร้อมทำหน้าที่รับใช้สังคมภายใต้ความรับผิดชอบที่ได้รับมอบหมาย
“การได้รับตำแหน่งจึงสำคัญมากกว่าการได้แค่มง เพราะหมายถึงการได้รับใช้สังคม ภายใต้ความรับผิดชอบที่กองประกวดไว้วางใจให้เราเข้ามาทำงานตรงนี้”

การมีความตั้งใจช่วยเหลือสังคมอาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่สำหรับปังปอนด์ ผู้ทำงานจำเป็นต้องเข้าใจปัญหาอย่างรอบด้าน ก่อนนำเสนอแนวทางหรือเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ไข
“เราต้องเข้าใจสังคมและเข้าใจปัญหา ก่อนที่จะออกไปทำงานเพื่อสังคมครับ”
การได้รับตำแหน่งและนามสกุล Mister Gay Thailand ทำให้เขาตระหนักว่า ทุกการแสดงออกหลังจากนี้ไม่ได้สะท้อนเพียงตัวตนส่วนบุคคล แต่ยังเกี่ยวข้องกับความเชื่อมั่นที่กองประกวดและผู้สนับสนุนมอบให้
“เมื่อเราได้รับตำแหน่งหรือนามสกุลนี้มา ความรับผิดชอบของเราคือการตอบแทนกองประกวดด้วยการทำงานเพื่อสังคม”
“ผมอยากทำงานแบบที่เข้าใจสังคมและเข้าใจปัญหา ให้สมกับที่ทุกคนตั้งใจและไว้วางใจให้ผมได้ใช้สายสะพายและใช้นามสกุลนี้ครับ”
คิดว่าอะไรคือตัวตนหรือจุดแข็งที่ทำให้กรรมการและผู้ชมมองเห็น จนคว้าตำแหน่ง The Winner?
ปังปอนด์เชื่อว่า หนึ่งในเหตุผลที่คณะกรรมการเลือกเขาเป็นผู้ชนะ คือความเข้าใจปัญหาสังคมที่ไม่ได้เกิดขึ้นจากการอ่านหรือรับฟังเรื่องราวของผู้อื่นเพียงอย่างเดียว แต่ยังมาจากการเป็นผู้ที่เคยเผชิญปัญหาในหลายเหตุการณ์ด้วยตัวเอง
“ส่วนหนึ่งที่คณะกรรมการเลือกผม อาจเป็นเพราะผมเข้าใจปัญหา และเป็นผู้ประสบปัญหาเองในหลายเหตุการณ์ครับ”
ด้วยเหตุนี้ การตอบคำถามบนเวที รวมถึงการถ่ายทอดเรื่องราวในรอบ Best Inspiration จึงไม่ใช่เพียงการส่งต่อถ้อยคำสร้างแรงบันดาลใจหรือแนวคิดในอุดมคติ
“สิ่งที่ผมพูดไม่ได้เป็นแค่การให้แรงบันดาลใจหรือพูดถึงอุดมคติ แต่เป็นการสะท้อนปัญหาจากมุมของคนที่เคยพบเจอ เข้าใจ และพยายามหาทางแก้ไขปัญหาครับ”
ประสบการณ์ดังกล่าวสอดคล้องกับคุณสมบัติที่เวทีต้องการจากผู้ชนะ นั่นคือการเป็นกระบอกเสียงให้กับชุมชนเพศหลากหลาย
“สิ่งที่เวทีต้องการคือ คนที่จะไปเป็นกระบอกเสียงของชุมชนเพศหลากหลาย เข้าใจปัญหา ร่วมแก้ไข และเป็นตัวแทนนำเสนอปัญหาให้ผู้ที่เกี่ยวข้องเข้ามาดำเนินการต่อไปครับ”
หลังจากนี้ อยากใช้ตำแหน่งของตัวเองผลักดันหรือสร้างความเปลี่ยนแปลงเรื่องอะไรให้กับสังคม LGBTQ+?
ปังปอนด์วางแนวทางการทำงานเอาไว้สามเสาหลัก โดยอ้างอิงจากประสบการณ์ชีวิตและปัญหาที่เขาเคยพบเห็นด้วยตัวเอง ได้แก่ สิทธิของ Sex Worker ประเด็นเกี่ยวกับ HIV และการสร้างการยอมรับต่อชุมชนเพศหลากหลาย
เสาหลักแรกคือการสร้างความเข้าใจต่อผู้ประกอบอาชีพ Sex Worker และผลักดันให้สังคมมองเห็นพวกเขาในฐานะแรงงานกลุ่มหนึ่งที่ควรได้รับสิทธิและการคุ้มครองอย่างเหมาะสม
“ผมอยากสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับ Sex Worker ให้กับผู้คนมากขึ้น และผลักดันให้ Sex Worker ได้รับการยอมรับในฐานะอาชีพหนึ่งครับ”
การยอมรับดังกล่าวไม่ได้หมายถึงเพียงการเปลี่ยนมุมมองของสังคม แต่ต้องเชื่อมโยงไปถึงการคุ้มครองในเชิงโครงสร้าง
“พวกเขาควรได้รับการคุ้มครองทั้งในเรื่องภาษี ระบบแรงงาน และความปลอดภัยครับ”
เสาหลักต่อมาคือประเด็นเกี่ยวกับ HIV โดยปังปอนด์ต้องการสนับสนุนการให้ข้อมูลที่ถูกต้อง ลดการตีตรา และสร้างความเข้าใจต่อผู้ที่อยู่ร่วมกับเชื้อเอชไอวี
ประเด็นดังกล่าวยังเชื่อมโยงกับการยอมรับในพื้นที่ต่าง ๆ ของสังคม เพราะอคติและข้อมูลที่คลาดเคลื่อนอาจส่งผลต่อโอกาสในการทำงาน การศึกษา และการดำเนินชีวิตของผู้คน
อีกหนึ่งเสาหลักคือการสร้างความเข้าใจและการยอมรับต่อชุมชนเพศหลากหลาย โดยจะขยายไปสู่หลายมิติ ทั้งสื่อสารมวลชน การทำงาน การศึกษา และการเข้าถึงโอกาสในสังคม
“ผมอยากทำให้ผู้ที่อยู่ร่วมกับ HIV และชุมชนเพศหลากหลายได้รับการยอมรับในมิติอื่น ๆ ทั้งด้านสื่อสารมวลชน การทำงาน และการเรียนครับ”
เป้าหมายสำคัญคือการทำให้คนในชุมชนได้รับโอกาสที่เทียบเท่ากับคนทุกเพศ โดยไม่ถูกจำกัดจากอัตลักษณ์ทางเพศหรือสถานะทางสุขภาพ
“เราต้องการสิทธิและโอกาสที่เท่าเทียมกับเพศอื่น ๆ ในสังคม เป็นการเรียกร้องสิทธิที่เท่ากัน ไม่ใช่การเรียกร้องเพื่อให้ได้รับมากกว่าหรือแตกต่างจากคนอื่นครับ”
หากต้องเป็นตัวแทนประเทศไทยไปสู่เวทีระดับนานาชาติ อยากนำเสนอภาพของ LGBTQIAN+ ไทยในมุมไหน?
ปังปอนด์มองว่า ชุมชน LGBTQIAN+ ในประเทศไทยมีความหลากหลายและมีหลายแง่มุมที่น่าสนใจ แต่ภาพสำคัญที่เขาอยากนำเสนอให้คนทั่วโลกมองเห็น คือความสนุก ความเป็นกันเอง และพลังความสามัคคีเมื่อชุมชนต้องเผชิญกับปัญหา
“หนึ่งในมุมที่ผมอยากนำเสนอคือ ความสนุกและความเป็นกันเอง แต่ในขณะเดียวกันก็เข้าใจปัญหาและมีความสามัคคีในการแก้ไขปัญหาครับ”
แม้ชุมชนเพศหลากหลายในประเทศไทยจะเป็นที่รู้จักจากความสนุกสนานและความเป็นมิตร แต่เบื้องหลังยังมีศักยภาพในการรวมตัวและขับเคลื่อนประเด็นทางสังคมอย่างจริงจัง
“ชุมชนของเราสนุกสนานและเป็นมิตรมากก็จริง แต่เมื่อพบปัญหา เราเข้าใจและอยากร่วมมือกันแก้ไขให้ยุติโดยเร็วครับ”
หนึ่งในภาพสะท้อนสำคัญคือการผลักดันกฎหมายและสิทธิของผู้มีความหลากหลายทางเพศอย่างต่อเนื่อง จนประเทศไทยสามารถสร้างความก้าวหน้าในหลายด้าน รวมถึงการมีกฎหมายสมรสเท่าเทียม
“ศักยภาพของชุมชนเพศหลากหลายในบ้านเราที่ร่วมกันผลักดันกฎหมายหลายฉบับ จนประเทศไทยเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่มีสมรสเท่าเทียม คือสิ่งที่ผมอยากนำเสนอให้คนในระดับโลกได้เห็นครับ”
อยากฝากอะไรถึงคนที่ยังไม่กล้าเป็นตัวเอง หรือกำลังรู้สึกว่าตัวเองไม่ดีพอ?
ก่อนจะนำตัวเองไปเปรียบเทียบหรือประเมินคุณค่าจากชีวิตของผู้อื่น ปังปอนด์อยากชวนทุกคนกลับมาสำรวจตัวเองด้วยคำถามพื้นฐาน
“ก่อนที่เราจะประเมินตัวเองกับคนอื่น หรือรู้สึกไม่กล้าเป็นตัวเอง ผมอยากชวนทุกคนตั้งคำถามง่าย ๆ ก่อนว่า เราเป็นใคร และเรามีข้อดีอะไรบ้างครับ”
จากนั้นจึงค่อยกลับมาค้นหาว่า อะไรคือสาเหตุที่ทำให้เราไม่กล้าใช้ชีวิตในแบบที่ต้องการ
“ลองกลับมาที่จุดเริ่มต้นว่า ทำไมเราจึงไม่กล้าเป็นตัวเอง หากเกิดจากสังคมและสามารถปรับเปลี่ยนได้ เราก็ค่อย ๆ ปรับ หากเกิดจากตัวเราเอง ก็ค่อย ๆ หาความท้าทายและทลายกำแพงนั้นครับ”
สิ่งสำคัญคือการยอมรับกับตัวเองให้ได้ก่อนว่า ตัวตนของเราไม่ได้เป็นสิ่งที่ต้องรู้สึกผิดหรือหลบซ่อน
“เราต้องกล้ายอมรับกับตัวเองก่อนว่า ฉันก็คือฉันครับ”
สำหรับคนที่รู้สึกว่าตัวเองยังไม่ดีพอ ปังปอนด์แนะนำให้กลับไปถามตัวเองว่า เหตุใดเราจึงเปรียบเทียบชีวิตกับผู้อื่น และการเปรียบเทียบนั้นสร้างประโยชน์ให้เราจริงหรือไม่
“เราต้องกลับไปคุยกับตัวเองก่อนว่า เราเปรียบเทียบกับคนอื่นเพราะอะไร และมันมีประโยชน์จริง ๆ ไหมครับ”
หากการมองชีวิตของคนอื่นช่วยสร้างแรงผลักดันให้พัฒนาตัวเอง การเปรียบเทียบอาจมีประโยชน์ในบางด้าน แต่หากยิ่งเปรียบเทียบยิ่งทำให้สูญเสียความมั่นใจ ก็ควรเรียนรู้ที่จะวางสิ่งนั้นลง
“หากมันไม่ได้ช่วยผลักดันเราให้เดินไปข้างหน้า ก็จงปล่อยมันไป แล้วยอมรับความเป็นตัวเองครับ”
แทนที่จะพยายามเอาชนะผู้อื่น เขาอยากให้ทุกคนลองตั้งเป้าหมายเล็ก ๆ เพื่อเอาชนะความกลัวและความไม่มั่นใจภายในใจของตัวเองก่อน
“ลองตั้งเป้าหมายให้ชนะใจตัวเองก่อน แล้วค่อย ๆ เรียนรู้ที่จะยอมรับความเป็นตัวเองครับ”
เรื่องราวของ ปังปอนด์ ณตภณ Mister Gay Thailand 2026 แสดงให้เห็นว่า ผู้ชนะบนเวทีการประกวดไม่ได้จำเป็นต้องเป็นคนที่มีทีมใหญ่ งบประมาณมากที่สุด หรือมีความมั่นใจตั้งแต่วันแรก
จากผู้เข้าประกวดที่หวังเพียงการผ่านเข้าสู่รอบ Top 10 และเคยไม่มั่นใจทั้งรูปร่างและหน้าตา เขาค่อย ๆ เรียนรู้การดูแลตัวเอง เข้าใจคุณค่าของตัวเอง และใช้ประสบการณ์การทำงานเพื่อสังคมถ่ายทอดปัญหาของชุมชนเพศหลากหลายออกมาอย่างตรงไปตรงมา
ตำแหน่งที่ได้รับจึงไม่ได้มีความหมายเพียงมงกุฎ สายสะพาย หรือโอกาสเดินทางไปแข่งขันในระดับนานาชาติ แต่หมายถึงความรับผิดชอบในการรับฟัง ทำความเข้าใจ และเป็นกระบอกเสียงให้กับผู้ที่อาจยังไม่มีพื้นที่มากเพียงพอในสังคม
หลังจากนี้ ปังปอนด์ตั้งใจผลักดันทั้งเรื่องสิทธิของ Sex Worker การสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับ HIV และการเพิ่มโอกาสที่เท่าเทียมให้กับชุมชนเพศหลากหลาย พร้อมนำเสนอภาพของ LGBTQIAN+ ไทยในฐานะชุมชนที่สนุก เป็นมิตร และมีพลังในการรวมตัวเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลง
“เอาใจช่วยและโอบกอดทุกคนนะครับ”


