ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์

เจ๊ติ๋ม เปิดใจสู้ กสทช.เตรียมขึ้นศาล 21 ก.ค.นี้ บอกไม่มีอะไรจะเสีย ทั้งบ้าน ออฟฟิศ รีสอร์ต นำมาค้ำประกันแบงก์ หากถูกยึดก็หมดตัว พร้อมล้มละลาย ย้ำมีความเป็นไปได้ที่ไทยทีวีจะออกอากาศอีกครั้ง แต่ กสทช.ต้องทำตามที่สัญญาไว้และต้องหาพันธมิตรให้ ด้าน กสทช.เคาะยุติอนาล็อกภายในปี 2561

EyWwB5WU57MYnKOuXuXPSQQDp1TA1bD7kW87AWCYZBpxFxKe2X6bBZ

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) ได้เห็นชอบแผนยุติการออกอากาศทีวีอนาล็อก

โดยจะทยอยปิดระบบในพื้นที่มีความพร้อมและรับสัญญาณทีวีดิจิตอลได้แล้ว ตั้งแต่ไตรมาส 4 ของปี 2558 ไปจนถึงสิ้นปี 2561 ซึ่งสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอสมีความพร้อมก่อนเป็นรายแรก โดยจะทยอยปิดระบบในพื้นที่เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี อ.ไชยปราการ จ.เชียงใหม่ และ จ.อุบลราชธานีทั้งจังหวัด ส่วนสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 จะทยอยยุติในปี 2560 ไปสิ้นสุดในปี 2561 สถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทยช่อง 11 จะยุติพร้อมกันภายในปี 2560 ขณะที่บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) จะยุติพร้อมกันทั้งประเทศในปี 2561


ส่วนสถานีโทรทัศน์ช่อง 7 และช่อง 3 นั้นอยู่ระหว่างการเจรจา เนื่องจากทั้งสองรายยังอยู่ในสัญญาสัมปทานที่กฎหมายให้การคุ้มครอง โดยช่อง 7 สัญญาจะสิ้นสุดในปี 2566 ช่อง 3 สัญญาจะสิ้นสุดเดือน มี.ค.2562 ซึ่งเชื่อว่าผลการเจรจาดังกล่าวจะมีความชัดเจนในเร็วๆนี้และมีความเป็นไปได้ที่จะยุติระบบอนาล็อกในปี 2561

นางพันธุ์ทิพา ศกุนต์ไชย ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยทีวีพูล จำกัด และ บริษัท ไทยทีวี จำกัด หรือเจ๊ติ๋ม ทีวีพูล เปิดเผยว่า วันที่ 21 ก.ค.ที่จะถึงนี้ ตนจะเดินทางไปไกล่เกลี่ยกรณีคดีฟ้องร้องคณะกรรมการ กสทช. ซึ่งไทยทีวีเป็นฝ่ายโจทก์ยื่นฟ้องข้อหา กสทช.ละเลยการปฏิบัติหน้าที่ เนื่องจากศาลมีคำสั่งให้เดินทางไปด้วยตัวเอง โดยหวังว่าเรื่องนี้จะจบลงด้วยดี แต่จะเป็นการจบแบบที่ตนจะต่อสู้ จะไม่ยอมแพ้อีกต่อไป

“พี่ยินดีที่จะยอมรับตามข้อเสนอของ กสทช. ที่บอกให้พี่ขายหุ้นออกไป 40% หรือขายเวลาให้พันธมิตรวันละ 9 ชั่วโมง เพื่อหาทางทำรายได้และเดินหน้าธุรกิจทีวีดิจิตอลต่อไป แต่ กสทช.ต้องการันตีทำตามข้อเสนอของพี่ทั้งหมด ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นข้อเสนอที่ กสทช.เคยให้คำมั่นเอาไว้ แต่ทำไม่ได้ นอกจากนั้นยังต้องหาพันธมิตรให้พี่ด้วย เพราะ กสทช.ยิ่งใหญ่คับฟ้า สามารถการันตีกับพันธมิตรใหม่ของพี่ได้ว่า เขาเข้ามาถือหุ้นแล้วจะไม่เจอสภาพเดิมๆ ไม่โดนหลอกให้ทำธุรกิจ ไม่อย่างนั้นก็เหมือนหลอกเขามา พี่ไม่อยากให้ใครเจ๊งอีก”

ทั้งนี้ ไทยทีวีมีข้อพิสูจน์ที่เสนอต่อศาลปกครองว่า กสทช.ไม่ปฏิบัติตามหนังสือชี้ชวน อันมีส่วนให้ผู้ประกอบการทีวีดิจิตอลต้องเผชิญกับความยากลำบากในการดำเนินธุรกิจ อันได้แก่

  • 1. จำนวนคูปองทีวีดิจิตอลที่บอกจะแจก 22.5 ล้านครัวเรือน แต่แจกจริง 14 ล้านครัวเรือน ทำให้ทีวีดิจิตอลเข้าไม่ถึงคนไทยทั้งประเทศ
  • 2.คูปองที่แจกให้กล่องดาวเทียมด้วย ทำให้ช่องดาวเทียมได้ประโยชน์ทั้งที่เสียค่าใบอนุญาตปีละ 5,350 บาท แต่ช่องดิจิตอลมีต้นทุนหลายพันล้านบาท
  • 3.ยอมให้ช่อง 3 อนาล็อกออกอากาศคู่ขนาน ทำให้ช่อง 3 ยังครองส่วนแบ่งเม็ดเงินโฆษณาได้ในสัดส่วนสูง เพราะมีผู้ชมมาก เกิดการได้เปรียบทางธุรกิจ
  • 4.การติดตั้งเสาสัญญาณล่าช้ากว่าแผนแม่บท
  • 5.กสทช.ไม่ประชาสัมพันธ์อย่างจริงจัง
  • 6.เคเบิลทีวีไม่ต้องออกอากาศช่องดิจิตอล 24 ช่องตามกฎมัสต์แครี่ ทั้งที่ กสทช.บอกว่าช่องดิจิตอลต้องอยู่ในทุกแพลตฟอร์ม
  • 7.กสทช.ไม่ยอมรับว่าข่าวบันเทิงเป็นข่าว ทำให้ไทยทีวีไม่สามารถนำจุดแข็งมาสร้างรายได้ได้
  • 8.กสทช.ไม่สามารถยึดคืนช่อง 1-10 จากทีวีดาวเทียมและเคเบิลทีวีตามที่เคยให้คำมั่นไว้
  • 9.กสทช.ไม่กำหนดเกณฑ์การให้เงินสนับสนุนการทำรายการข่าวและสาระ รวมทั้งเรื่องเด็กและประชาชนอย่างชัดเจน

นางพันธุ์ทิพากล่าวว่า หาก กสทช.ปฏิบัติได้ทุกข้อที่เคยให้สัญญาไว้ รวมทั้งหาพันธมิตรให้ ช่องไทยทีวี 17 และโลก้า 15 ก็อาจกลับมาออกอากาศต่อได้ แต่คงไม่ใช่ในเร็ววันนี้ โดยวันที่ 26 ก.ค.ที่จะถึงนี้ ก็ยังยืนยันยุติการออกอากาศบนแพลต-ฟอร์มดิจิตอล หันไปออกอากาศผ่านดาวเทียมอย่างเดียว โดยทันทีที่ยุติการออกอากาศผ่านช่องดิจิตอล ไทยทีวีจะสามารถหยุดค่าใช้จ่ายได้ทันทีเดือนละเกือบ 10 ล้านบาท

“นับจากนี้พี่จะต่อสู้กับ กสทช. พี่ไม่มีอะไรต้องกลัว ไม่มีอะไรจะเสียแล้ว จะไม่ยอมถูกข่มเหงอีกต่อไป อย่างเลวร้ายที่สุด หากพี่ต้องเสียหลักทรัพย์ที่ค้ำประกันแบงก์การันตีเอาไว้ตามมูลค่าเงินประมูลที่ยังเหลือค้างชำระ 1,700 ล้านบาท พี่ก็พร้อมยอมล้มละลาย พี่ทำใจหมดแล้ว คุยกับลูกๆแล้ว ถือเสียว่าเราถูกหลอก หลักทรัพย์ค้ำประกันก็คือทรัพย์สินทั้งหมดที่พี่มี ทั้งบ้าน ออฟฟิศ และรีสอร์ตเดอะบลูมที่เขาใหญ่ พร้อมหมดตัว เฉพาะปีแรกพี่หมดไป 1,000 ล้านแล้ว เป็นเงินที่ถอนมาจากสิงคโปร์ ขายบ้าน 5 หลังที่อเมริกาและ 1 หลังที่อังกฤษ เพราะคิดว่าทีวีดิจิตอลจะสดใส ซึ่งความจริงมันก็ดี แต่ กสทช.ต้องทำให้ได้ตามที่เชิญชวนเอกชนให้เข้ามาร่วมประมูล ไม่ใช่หลอกให้เข้ามา”

เรื่องน่าสนใจ